วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม

โรคพีอาร์อาร์เอส (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) โรคสุกรที่กำลังระบาดในประเทศไทย

  • โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) เป็นชื่อเรียกย่อของโรค Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome จัดเป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โรคนี้เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น
  • โรคนี้พบได้ทั่วโลก และพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีการระบาดของโรคนี้อย่างรุนแรง ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างมาก ซึ่งเห็นได้จากภาพข่าวการตายและการทำลายสุกรที่ติดเชื้อในสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะ

สาเหตุ

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อว่า Porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV) มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ จัดอยู่ในสกุล Arterivirus ซึ่งไม่ติดต่อสู่คน

ที่มา : https://microbewiki.kenyon.edu/index.php/File:Extraprrsv.jpg (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

การติดต่อ

โรคนี้ติดต่อผ่านทางสิ่งคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำเชื้อ อุจจาระ และติดจากแม่สู่ลูกผ่านทางรกและน้ำนม รวมถึงติดผ่านทางแมลงดูดเลือดและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เชื้อไวรัส PRRSV ไม่ทนต่อสิ่งแวดล้อม ถูกทำลายได้ง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อทั่วไปที่ใช้ภายในฟาร์ม

อาการ

  • แม่สุกร มักแสดงอาการแท้งลูกในระยะท้ายของการตั้งท้อง (ตั้งแต่วันที่ 90 ของการตั้งท้องขึ้นไปจนถึงคลอด) หรือมีลูกตายแรกคลอด (stillbirth)
  • ลูกสุกรที่คลอดแล้วรอดชีวิตจากแม่ที่ติดเชื้อมักจะอ่อนแอ ป่วยง่าย และตายก่อนหย่านม
  • ลูกสุกรที่ติดเชื้อและรอดชีวิตจนถึงหลังหย่านม มักจะโตช้าและป่วยง่าย
  • ลูกสุกรอนุบาลและสุกรรุ่นขุนมักจะแสดงอาการไอ หอบ เบื่ออาหาร ติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย โตช้า และตาย
  • สุกรจะเริ่มแสดงอาการป่วยและตายหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละสเตรน (strain) ของเชื้อด้วย

ที่มา : https://www.farmtransparency.org/photos?id=f7b06e834ddda8ab6258 (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

ที่มา : https://www.farmtransparency.org/photos.php?id=c5fa8655eb13a54d8471 (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

ที่มา : https://www.pigprogress.net/Health/Health-Tool/diseases/Porcine-Reproductive-and-Respiratory-Syndrome-PRRS-/ (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

โรคนี้มีอัตราการป่วยประมาณ 50-100% และมีอัตราการตายประมาณ 20-100% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสเตรนของเชื้อไวรัส การจัดการฟาร์ม การสุขาภิบาล ระบบการหมุนเวียนของอากาศ และสุขภาพโดยรวมของฝูงสุกร

การวินิจฉัย

วินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ โดยตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสจากตัวอย่างเลือด สิ่งคัดหลั่ง อวัยวะภายในและจากลูกที่แท้ง และตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสจากตัวอย่างเลือด

การควบคุม

กรมปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่พบการติดเชื้อไวรัส PRRSV จะวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงทางระบาดวิทยา อาจจะพิจารณาทำลายสุกร รวมถึงสุกรในฟาร์มข้างเคียง เพื่อให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาด ทั้งนี้เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยร้อยละ 75 ของราคาสุกร ส่วนเกษตรกรที่ไม่ยินยอมให้ทำลายสุกรก็จะมีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งต่อมาหากสุกรป่วยตายลงในภายหลังก็จะไม่สามารถขอรับเงินค่าชดเชยตามระเบียบของทางราชการได้

การรักษา

  • ต้องแยกสุกรป่วยออกจากฝูงเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • ไม่มีวิธีการรักษาจำเพาะ ใช้วิธีการรักษาตามอาการ โดยให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ควรพิจารณาคัดทิ้งเพราะจะเป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสต่อไปในฝูง

การป้องกัน

  • ทำความสะอาดคอก โรงเรือน และพ่นยาฆ่าเชื้อโรค
  • งดการเคลื่อนย้ายสุกรป่วยออกนอกฟาร์ม และไม่นำสุกรใหม่เข้าฟาร์ม
  • เน้นเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ ไม่ให้คนภายนอกเข้าฟาร์ม และพ่นยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะที่จำเป็นจะต้องเข้าฟาร์ม รวมถึงมีที่ถาดใส่น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อจุ่มรองเท้าก่อนเข้าโรงเรือน
  • เมื่อพบสุกรป่วยต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันทีเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/1637010 (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

ที่มา : http://pvlo-ray.dld.go.th/webnew/index.php/th/news-menu/vet-news-menu/1032-news2561-726 (วันที่ 20 มิถุนายน 2564)

Author

 

 

 

 

รศ. น.สพ. ดร.วศิน เจริญตัณธนกุล
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

“กระชายดำ” ว่ากันว่า ไวอากร้าเมืองไทย

Highlights

  • กระชายดำ มีสรรพคุณในการกระตุ้นกำหนัด กระตุ้นประสาท บำรุงประสาทและสายตา สร้างความสมดุลของความดันโลหิต แก้โรคบิด ปวดท้อง
  • สำหรับสตรี กระชายดำจะช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แก้โรคกระเพาะ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ปวดมวนในท้อง แก้อาการตกขาว

          หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบบ้างแล้วสำหรับพืชชนิดหนึ่งนามว่า “กระชายดำ” เนื่องจากในช่วงหนึ่งกระแสความนิยมกระชายดำในฐานะพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชาย ทำให้ปัจจุบันตลาดมีความต้องการกระชายดำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำไปบริโภคโภคและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชง ยาแคปซูล ไวน์กระชายดำ เป็นต้น อีกทั้งกระชายดำยังถูกกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยน (Champion products) จากสมุนไพรทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือ บัวบก ไพล ลูกประคบ และกระชายดำ นอกจากนี้ยังมีการส่งออกกระชายดำไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นต้น อีกด้วยเช่นนกัน ทำให้กระชายดำเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ควรส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาต่อไป

          กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker จัดเป็นพืชในวงศ์ Zingiberaceae ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขิง ข่า และขมิ้น มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย แหล่งปลูกกระชายดำที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคคือ เขตปลูกอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย (ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร, 2554) กระชายดำเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินชนิด rhizome หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัวหรือเหง้า มีกาบใบและใบซ้อนโผล่ขึ้นเหนือดินเรียกลำต้นเทียม (pseudostem) ใบมีขนาดใหญ่สีเขียวเข้ม ขนาดกว้างประมาณ 7-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-35 เซนติเมตร กาบใบสีแดงอ่อนๆ หนาและอวบน้ำ เกิดจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ดอกออกจากยอด ช่อละ 1 ดอก ประกอบด้วยใบประดับ กลีบดอกสีชมพูอ่อน ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง กลีบรองและกลีบดอกเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูปท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาว เกสรตัวผู้มีลักษณะเหมือนกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อ เกสรตัวเมียมีขนาดเล็กยาวยอดเป็นรูปปากแตร กลีบเลี้ยงไม่มีขน หัวมีสีเข้มแตกต่างกันตั้งแต่ม่วงอ่อน ม่วงเข้ม และดำสนิท

ภาพที่ 1 ลักษณะต้น ใบ ราก และดอกของกระชายดำ


ภาพที่ 2 ลักษณะหัวหรือเหง้าของกระชายดำ

             การปลูกกระชายดำ เริ่มตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ปลูก โดยใช้หัวหรือเหง้าแก่จัดอายุประมาณ 11-12 เดือน ปราศจากเชื้อโรคปนเปื้อน ก่อนเก็บรักษาหัวพันธุ์ควรจุ่มสารป้องกันกำจัดเชื้อรา และเก็บในสภาพที่แห้งและเย็น โดยในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 200-250 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับระยะปลูกและขนาดของหัวพันธุ์ โดยทั่วไปแล้วควรใช้หัวพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากในน้ำหนักที่เท่ากันกับหัวใหญ่ หัวขนาดเล็กจะปลูกได้มากกว่า ก่อนปลูกกระชายดำจะต้องมีการเตรียมดิน โดยหว่านปูนขาวในอัตรา 100-150 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในดิน จากนั้นไถกลบแล้วทิ้งแปลงปลูกไว้ประมาณ 10-15 วัน ก่อนปลูกควรยกแปลงไม่ต้องสูงมากนัก ความกว้าง 1.5-2.0 เมตร ความยาวขึ้นกับขนาดของพื้นที่ การปลูกเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน และเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม โดยจะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 8-9 เดือน ซึ่งมีการพัฒนาหัวสะสมอาหารเต็มที่ นำหัวพันธุ์กระชายดำที่เตรียมไว้มาหักแยกหัวออกเป็นข้อๆ ตามรอยต่อระหว่างหัว ฝังกลบในดินให้มิดแต่ไม่ต้องลึกมากนัก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 25-30 เซนติเมตร เมื่อปลูกเสร็จแล้วอาจใช้แกลบกลบบางๆ อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการงอกของวัชพืช

         การให้ปุ๋ย โดยปกติแล้วจะใช้มูลไก่ผสมแกลบ 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ หากดินที่ปลูกมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อาจใช้มูลไก่แต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ในการปลูกกระชายดำมักไม่คบพบปัญหาวัชพืชมากนัก เนื่องจากใบของกระชายดำปกคลุมดินจนวัชพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ การให้น้ำนั้น ในฤดูฝนเมื่อฝนทิ้งช่วง สังเกตได้จากหน้าดินแห้งและเริ่มแตก ควรรีบให้น้ำ ในฤดูแล้งเริ่มให้น้ำตั้งแต่หมดฝน ประมาณเดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม โดยวิธีปล่อยให้น้ำไหลเข้าไปในแปลงจนดินมีความชุ่มชื้นดี

           การเก็บเกี่ยวกระชายดำ จะเก็บเกี่ยวเมื่อกระชายดำมีอายุปลูก 8-9 เดือน (ประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม) โดยสังเกตดูใบจะเริ่มแก่มีสีเหลือและแห้งเหี่ยวไป การเก็บเกี่ยวเร็วกว่ากำหนดจะมีผลต่อคุณภาพของกระชายดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้กระชายดำที่มีสีของเนื้อหัวไม่เข้ม ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด วิธีการเก็บเกี่ยว ใช้จอบหรือเสียมขุดหัวหรือเหง้าขึ้นมา จากนั้นทำความสะอาดโดยเคาะดินและปลิดรากออกให้หมดเหลือเฉพาะหัว การปลูกกระชายดำจะให้ผลผลิตประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ 1 กิโลกรัม จะให้ผลผลิต 5-8 กิโลกรัม

              เมื่อวิเคราะห์หัวหรือเหง้ากระชายดำพบสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds) และสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ในกลุ่มฟลาโวน (Flavones) เช่น5,7-dimethoxyflavone  5,7,4’-trimethoxyflavone  5,7,3’,4’-tetramethoxyflavone  3,5,7,3’,4’-pentamethoxyflavone เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้มจะมีปริมาณสารฟีนอลิกและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าอ่อน ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีอ่อนจะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อสีเข้ม (อรัญญา, 2558)

            สรรพคุณทางยา กระชายดำมีสรรพคุณในการกระตุ้นกำหนัด กระตุ้นประสาท บำรุงประสาทและสายตา สร้างความสมดุลของความดันโลหิต แก้โรคบิด ปวดท้อง สำหรับสตรีจะช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แก้โรคกระเพาะ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ปวดมวนในท้อง แก้อาการตกขาว (Daodee, 2003)

ภาพที่ 3 ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากหัวหรือเหง้าของกระชายดำ
ที่มา: Kaempferia parviflora (2017)

    มีการศึกษากับหนูทดลอง พบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์หรือเฮกเซนจากหัวกระชายดำมีฤทธิ์ต้านอักเสบ สาร 5,7-dimethoxyflavone ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด เช่น แอสไพริน อินโดเมธาซิน ไฮโดรคอร์ติโซน และเพรดนิโซโลน โดยออกฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรังในสัตว์ทดลอง และมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย อีทั้งยังสามารถต้านเชื้อ Candida albicans และ Mycobacterium spp. ได้เช่นกัน ส่วนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถทางเพศในหนูทดลองพบว่า มีผลทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงองคชาติของหนูดีขึ้น โดยไม่มีผลต่อการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต แต่ไม่ได้มีผลทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ของหนูใหญ่ขึ้น รวมทั้งไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ และลดการเกร็งและการหดตัวของลำไส้ส่วนปลายของหนูขาว (ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร, 2554)

          มีรายงานการวิจัยในคนด้วยเช่นกัน ซึ่งพบว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณทางยาพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แต่อย่างไรก็ตามกระชายดำไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่ายและบ่อยขึ้น ทำให้มีระยะเวลาในการแข็งตัวนานขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกับยาไวอากร้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามจากผลการวิจัยไม่พบว่า สารสกัดกระชายดำมีผลใดๆ ต่อระดับของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับเพศ เช่น Testosterone  FSH  LH  Cortisol และ Prolactin (อรัญญา, 2558)

                สำหรับข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ของกระชายดำในคนยังมีน้อยมาก จึงยังไม่มีคำแนะนำเรื่องปริมาณการใช้ที่เหมาะสม และข้อมูลเรื่องความปลอดภัยเมื่อต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แม้จะยังไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังการใช้กระชายดำ แต่มีบางรายงานที่ระบุว่า กระชายดำในรูปแบบการรับประทานทำให้ตับเกิดความผิดปกติได้ หากใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้นผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับตับจึงควรหลีกเลี่ยง และสำหรับคนที่มีสุขภาพปกติก็ไม่ควรใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน นอกจากนี้ไม่ควรใช้ในเด็กหรือสตรีมีครรภ์ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลวิจัยด้านความปลอดภัยในการใช้ นอกจากนี้การใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป (ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร, 2554; อรัญญา, 2558)

         ไม่ใช่เพียงแต่กระชายดำเท่านั้น ที่เป็นพืชสมุนไพรพื้นถิ่นของประเทศไทยและมากไปด้วยสรรพคุณทางยาที่สามารถทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ แต่ยังมีสมุนไพรไทยอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและมีสรรพคุณทางยามากมายไม่แพ้กัน ซึ่งเราในฐานะที่เป็นเจ้าของสมุนไพรไทย จึงควรอนุรักษ์ และเร่งหาแนวทางการวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพรประจำถิ่นของไทยเหล่านี้ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป 

เอกสารอ้างอิง

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร. (2554). ว่านกระชายดำ. ปราจีนบุรี: โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร.

อรัญญา  ศรีบุศราคัม. (2558). กระชายดำกับสมรรถภาพทางเพศชาย. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 32(4): 2-5.

Daodee, S., C. Yenjai, C. Suttanut and S. Supattanapong. (2003). Determination of flavonoids in Kaempferia parviflora by gas chromatographic method. Thai J. Pharm. Sci. 27(1-2): 49-57.

Kaempferia parviflora. (2017). [Online]. Available: https://barlowesherbalelixirs.com/ aphrodisiacs/96-kaempferia-parviflora-kra-chai-dum.hml (1 February 2017)

Author
Therdsak

อาจารย์ ดร.เทิดศักดิ์  โทณลักษณ์

คณะผลิตกรรมการเกษตร  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศิลปวัฒนธรรม

วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ในนวนิยายเรื่อง “ส่องหล้า” ของ อ.ไชยวรศิลป์

Highlights

  • อ.ไชยวรศิลป์ เป็นนักเขียนสตรีชาวสันทรายที่คุ้นเคยกับวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้เป็นอย่างดี จึงได้นำไปเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง “ส่องหล้า”
  • ส่องหล้าเป็นนวนิยายขนาดยาว 2 เล่มจบ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2504 ประเด็นที่น่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้คือ ได้กล่าวถึง “วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่” ซึ่งชื่อคนทั่วไปรับรู้คือ “วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้”
  • อ.ไชยวรศิลป์ได้เสนอภาพวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ในด้านกายภาพ กล่าวคือ ได้เสนอภาพของสถานที่ที่มีความร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นธรรมชาติเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ในขณะเดียวกันยังได้เสนอภาพของสถานศึกษาที่เป็นผู้นำความเจริญก้าวหน้าด้านการเกษตรมาสู่ท้องถิ่น
  • นวนิยายเรื่องนี้ได้เสนอภาพของวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านการเกษตร และมีความสวยงามของพื้นที่ ซึ่งวิทยาลัยมีอาจารย์ที่มีความสามารถ มีความรู้ทางเกษตรกรรม รักและศรัทธาในวิถีแห่งการเกษตร และเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้เสมอ

        

          พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่มีความสำคัญหลายประการ คือครบรอบ 88 ปีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และครบรอบ 103 ปีของ อ.ไชยวรศิลป์ ดังนั้นจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อเป็นเฉลิมฉลองให้แก่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนักเขียนสตรีชาวล้านนา ที่ได้เรียกร้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงเหนือให้มีสถานภาพทัดเทียมกับผู้หญิงภาคอื่น ๆ จนเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมวงกว้าง และขณะที่รวบรวบรวมข้อมูลอยู่นี้เป็นช่วงเวลาของการจัดงานเกษตรแม่โจ้ (ออนไลน์) 2564 นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (วิถีใหม่) อีกทั้งครอบรอบ 60 ปี ของนวนิยายเรื่องส่องหล้าจึงเป็นโอกาสดีหลายวาระที่น่ายินดี

          อ.ไชยวรศิลป์เป็นนามปากกาของนางสาวอำพัน  ไชยวรศิลป์ โดยได้เริ่มเป็นนักเขียนอาชีพ เมื่อ พ.ศ. 2593  โดยเน้นนวนิยายเป็นหลัก อาทิ ฉันเขียนเรื่องนี้เพื่อเธอ และแม่สายสะอื้น ลงในสยามสมัยปีที่ อ.ไชยวรศิลป์ ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักเขียน คือ พ.ศ. 2595 จนถึง ปี พ.ศ. 2510 งานเขียนของเธอในช่วงนี้มีเรื่องยาว สำหรับเรื่องยาวที่พิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก ชื่อ “ฉันเขียนเรื่องนี้เพื่อเธอ” (ประกาศ วัชราภรณ์, 2506) ผลงานของอ.ไชยวรศิลป์ที่เป็นเรื่องยาวมีประมาณ 40 เรื่อง และเรื่องสั้นอีกกว่า 300 ถึง 400 เรื่อง (อ. ไชยวรศิลป์ กับผลงานสร้างสรรค์บนบรรณพิภพ,  2534: 7-10) มีผลงานส่วนหนึ่งที่นำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ เช่น ริมฝั่งแม่ระมิงค์ เอื้องม่านฟ้า นอกจากนี้นวนิยายของ อ.ไชยวรศิลป์ได้นำไปแสดงละครวิทยุ เช่น แม่สายสะอื้น ดาวประจำใจ เกษกนก ส่องหล้า ใจสวรรค์ วังนางฟ้า เทพบุตรบาป เทพธิดาดิน เป็นต้น(กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์,  2520: 263-266 )

          อำพัน  ไชยวรศิลป์ เป็นนักเขียนที่ใช้หลายนามปากกา อาทิ อ.ไชยวรศิลป์ จะใช้เขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย (กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์, 2520: 267) หากเป็นสารคดี หรือตำนานทางประวัติศาสตร์ จะใช้นามปากกา อสิธารา ซึ่งผู้คนจะรู้จักนามปากกานี้ผ่าน สารคดี เล่าเรื่องเมืองเหนือที่ได้รับรางวัลประเภทสารคดี ของยูเนสโก เมื่อ พ.ศ. 2510 และชีวิตและผลงานของส.ธรรมยศ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร คุณหญิงอีกนามปากกาหนึ่งที่ใช้ตอบปัญหาชีวิตลงในนิตยสาร นั่นคือ เอื้อ อรทัย (อ. ไชยวรศิลป์ กับผลงานสร้างสรรค์บนบรรณพิภพ, 2534: 7-10) ภายหลัง เธอยังมีอีก 2-3 นามปากกาที่ใช้เขียนงานที่ใช้เลี้ยงชีพ หลักจากผ่านช่วงยุคทองของชีวิตนักเขียน อาจกล่าวได้ว่าเป็น “งานตลาด” ซึ่งทำให้เธอสามารถดำรงชีพได้อย่างมีเกียรติ  อ.ไชยวรศิลป์ ได้รับรางวัล “ศรีบูรพา” ของสมาคมนักเขียนไทย ประจำปี 2532 นับว่าเป็นอีกรางวัลหนึ่งที่เธอมีความภูมิใจอย่างยิ่ง (อ. ไชยวรศิลป์ กับผลงานสร้างสรรค์บนบรรณพิภพ,  2534: 7-10)

          อ.ไชยวรศิลป์ จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อได้อายุ 72 ปี  (อาจิณ จันทรัมพร,  2537: 392)ทิ้งผลงานชิ้นสุดท้าย “ก่อนชีวาจะลาลับ” นวนิยายเชิงอัตประวัติที่ตั้งใจเขียนก่อนที่จะจบชีวิตลง แม้นวนิยายเรื่องนี้จะเขียนไม่จบตามความตั้งใจที่วางไว้ แต่นาม “อ.ไชยวรศิลป์” ยังคงอยู่ในใจผู้อ่าน และผลงานของ อ.ไชยวรศิลป์ จะคงอยู่ในบรรณพิภพสืบไป

          อ.ไชยวรศิลป์ เป็นนักเขียนสตรีชาวสันทรายที่คุ้นเคยกับวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้(ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้) เป็นอย่างดีจึงได้นำไปเป็นฉากในนวนิยายเรื่องส่องหล้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

         ส่องหล้าเป็นนวนิยายขนาดยาว 2 เล่มจบ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2504 ประเด็นที่น่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้คือ ได้กล่าวถึง “วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่” ซึ่งชื่อคนทั่วไปรับรู้คือ “วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้” ตัวละครเอกคือ “ส่องหล้า” เป็นชื่อของตัวละครเอกหญิงที่มาจากครอบครัวคหบดีภาคเหนือมีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพราะพ่อต้องไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ได้หมั้นหมายไว้ เมื่อมารดาเสียชีวิต ทำให้ลูกสาวคนโตต้องทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ส่วนส่องหล้าต้องเข้ามาอยู่กับพ่อจึงได้รับการดูถูกจากแม่เลี้ยง อีกทั้งยังต้องพาน้อง ๆ เข้ามาเรียน ดังนั้นเธอจึงต้องหารายได้พิเศษด้วยการแปลหนังสือต่างประเทศส่งโรงพิมพ์เพื่อเลี้ยงตัว เพราะมารดาได้ทิ้งหนี้สินและภาระไว้ ดนัย ตัวละครเอกฝ่ายชายได้เข้ามาช่วยเหลือส่องหล้า และสุดท้ายทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน

          ส่องหล้าเป็นผลงานชิ้นสำคัญและมีความโดดเด่นเรื่องหนึ่งของ อ.ไชยวรศิลป์ ดังจะเห็นได้จากได้รับการนำไปแสดงละครวิทยุ ส่องหล้าได้ใช้ฉากในการดำเนินเรื่องที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก ด้วยความชื่นชอบวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้อยู่เป็นทุนเดิม กอปรกับการเป็นนักเขียนชาวล้านนาที่ และพักอยู่ที่อำเภอสันทราย จึงได้ใช้ฉากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ดำเนินเรื่องในตอนต้น และใช้ “อาจารย์ยอด  พิงควงศ์” อาจารย์หนุ่ม  ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรบางเขน เป็นตัวละครสำคัญ  โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาพเสนอของวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ในด้านกายภาพ

           อ.ไชยวรศิลป์ได้เสนอภาพวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ในด้านกายภาพ กล่าวคือ ได้เสนอภาพของสถานที่ที่มีความร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นธรรมชาติเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ             ในขณะเดียวกันยังได้เสนอภาพของสถานศึกษาที่เป็นผู้นำความเจริญก้าวหน้าด้านการเกษตรมาสู่ท้องถิ่น ดังข้อความตอนหนึ่งจากนวนิยายที่ว่า

“ระยะทางที่รถวิ่งประมาณ 18 กิโลเมตรจึงเลี้ยงเข้าไปในบริเวณสถานศึกษาวิชาเกษตรซึ่งตั้งอยู่บริเวณผืนดินอันกว้างขวาง และใกล้ ๆ กับวิทยาลัยนี้เป็นที่ตั้งของสถานีทดลอง กสิกรรมของกระทรวงเกษตรฯ ด้วย และด้านหลังของวิทยาลัยมีประตูระบายน้ำเรียกว่า “ไซฟอน” เป็นที่เงียบสงัดได้ยินแต่เสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง เสียงใบไม้ถูกลมพัดดังวู่หวิว มีเนินหญ้าอันเขียวขจีสำหรับนั่งเล่น และมีแปลงดอกไม้งาม ๆ ซึ่งคนรักษาประตูน้ำจัดการให้คนงานคอยดูแลอย่างสม่ำเสมอ”

(อำพัน  ไชยวรศิลป์, 2504: 150)

          อ.ไชยวรศิลป์ ได้ให้น้ำหนักในด้านคงวามสวยงามของพื้นที่มากเป็นพิเศษซึ่งมีข้อความที่กล่าวถึงความสวยงามของดอกไม้ที่ได้รับการตกแต่งและการดูแลเป็นอย่างดี ตลอดจนความเป็นสถาบันการศึกษาที่เปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นกันเอง ดังข้อความที่ว่า

“ศศิธรเดินไปรอบ ๆ บริเวณแปลงดอกไม้อันสวยงามแม้จะเป็นฤดูแล้งก็ยังงามสดชื่นและพื้นดินซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงทำให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ”

(อำพัน  ไชยวรศิลป์, 2504: 151)

และข้อความอีกตอนหนึ่งที่ว่า

“หน้านี้ดอกไม้ไม่ค่อยมากแล้วครับ ถ้ามาตอนหน้าหนาวละก็ดอกไม้ในสวนของโรงเรียนงามมาก ตอนนี้ก็มีบ้าง ถ้าไม่รังเกียจ ผมยินดีพาไปชม แต่ต้องเดินเหนื่อยหน่อยครับ”…“ถ้าอาจารย์กรกรุณาพวกเราละก็อยากขอเข้าไปชมสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งสวนดอกไม้ซึ่งถึงยังไงก็คงน่าชมสำหรับเรา เมื่อผ่านเข้ามาก็เห็นสเน็บไลก้อนยังมีงาม ๆ”

(อำพัน  ไชยวรศิลป์, 2504: 158-159)

          จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่าภาพเสนอของวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ในด้านกายภาพจะมุ่งเน้นไปที่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร และความสวยงามของพื้นที่ การประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นธรรมชาติ ตลอดจนความร่มรื่นที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

          ภาพเสนอของวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องส่องหล้าของ อ.ไชยวรศิลป์    พบว่า นวนิยายเรื่องนี้ได้เสนอภาพของวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านการเกษตร และมีความสวยงามของพื้นที่ ซึ่งวิทยาลัยมีอาจารย์ที่มีความสามารถ มีความรู้ทางเกษตรกรรม รักและศรัทธาในวิถีแห่งการเกษตร และเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้เสมอ หากจะกล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยของชุมชน เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตมาช้านานคงมิใช่คำพูดที่กล่าวเกินจริง

เอกสารอ้างอิง

กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์.   (2520).  ประวัตินักเขียนไทย.   กรุงเทพฯ:  กรมศิลปากร.

ประกาศ  วัชราภรณ์.  (2506).  ทำเนียบนักประพันธ์.  พระนคร:  ผดุงศึกษา.

ระดม  บุญเรือง.  (2541).  80 ปี อ.ไชยวรศิลป์.  เชียงใหม่:  ดาราวรรณการพิมพ์.

สุนทร คำยอด.  (2552).  การสร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงเหนือในนวนิยายของ อ. ไชยวรศิลป์.     เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อ. ไชยวรศิลป์กับผลงานสรางสรรค์บนบรรณพิภพ. (2534).  (พิมพ์ครั้งที่ 2).  กรุงเทพ ฯ: ดอก มะลิ.

อนุ เนินหาด.  (2550).  เชียงใหม่ พ.ศ. 2496.  เชียงใหม่: วนิดา.

อาจิณ จันทรัมพร.  (2537).  นักเขียนไทยในสวนหนังสือ.  กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า.

อำพัน  ไชยวรศิลป์.  (2504).  ส่องหล้า.  พระนคร: โรงพิมพ์เกษมสัมพันธ์การพิมพ์.

Autchariya Boonruang. (2006).  Northern Thai Social Attitude and Moral Expectation on   Women as Reflected in Aor Chaiworasin’s Selected Novels.  Independent study of    Arts English Chiang Mai University.

 

Author
Sunthorn Khamyod

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทร คำยอด
กลุ่มวิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

“ว่านน้ำ” พืชสมุนไพรผู้อารักขาพืช

Highlights

  • มีการใช้ประโยชน์จากว่านน้ำในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี ทำให้ว่านน้ำถูกจัดให้เป็นพืชสมุนไพรเพื่อการอารักขาพืช โดยใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากเหง้าของว่านน้ำ
  • น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ มีคุณสมบัติเป็นพิษต่อระบบประสาทของแมลง โดยออกฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง ขับไล่แมลง หยุดชะงักการกินอาหาร ยับยั้งการสืบพันธุ์ของแมลง และยับยั้งการออกจากไข่ของตัวอ่อน

          “ว่านน้ำ หรือ Sweet Flag” เป็นชื่อเสียงเรียงนามของพืชชนิดหนึ่งที่หลายๆ คนคงเคยได้รับการกล่าวขวัญกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการเป็นยาสมุนไพรรักษาโรค และการเป็นไม้ประดับเพื่อการตกแต่งสวนให้สวยงาม มีชื่อเรียกอื่นๆ ได้แก่ ว่านน้ำเล็ก ตะไคร้น้ำ   คาเจียงจี้ ทิสืปุตอ ผมผา ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน ฮางคาวผา (ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2553) ในประเทศไทยมีการปลูกว่านน้ำเป็นการค้าอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยรูปแบบเป็นลักษณะนาเช่นเดียวกับการปลูกข้าว ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการปลูกก็เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบในตำรับยาแผนโบราณ

          ว่านน้ำเป็นพืชในวงศ์ ACORACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus Lin. มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เรียกว่า Rhizome ลักษณะเป็นแท่งค่อนข้างแบน มีใบแข็งตั้งตรง รูปร่างแบนเรียวยาวคล้ายใบดาบฝรั่ง ปลายใบแหลม แตกใบเรียงสลับซ้ายขวาเป็นแผง ใบค่อนข้างฉ่ำน้ำ ดอกมีสีเขียวขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกลักษณะคล้ายใบ ทั้งใบ เหง้า และรากมีกลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นตามที่น้ำขัง หรือที่ชื้นแฉะ

          การปลูกว่านน้ำ ทำโดยการตัดต้นพันธุ์หรือเหง้าให้มีข้ออย่างน้อยท่อนละ 1 ข้อ ปักชำในกระบะทราย เมื่อเริ่มงอกแล้วจึงแยกไปปลูก หรือนำท่อนพันธุ์ไปปักดำเหมือนอย่างดำนา ประมาณ 1 สัปดาห์จะเห็นเป็นใบอ่อนแตกออกมา ว่านน้ำเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร ซึ่งทำให้มีใบยาว 80 เซนติเมตรขึ้นไป ใบสีเขียวเข้ม แต่ถ้าปลูกในที่มีแสงแดดจัดเกิน 5 ชั่วโมง ต่อวัน จะมีใบสูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร ใบจะมีสีออกเขียว-เหลือง และเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน เมื่อเข้าปลายฤดูฝนเหง้าที่มีอายุ 7-8 เดือน จะเริ่มมีใบแห้ง เริ่มจากเหง้าข้อที่ 1 ไปเรื่อยๆ จะเหลือใบสดเฉพาะปลายเหง้าที่ทอดขนานดินในข้อที่ 3-5 จากปลายยอด ในช่วงนี้ถ้าขาดน้ำเป็นเวลานาน เหง้าเหล่านี้จะแห้งตายไป แต่ถ้ามีน้ำอยู่ เหง้าเหล่านี้ยังคงสดอยู่และแตกรากและใบใหม่ในฤดูฝนถัดไป ว่านน้ำสามารถเก็บเกี่ยวได้หลังจากปลูกแล้วไม่ต่ำกว่า 8 เดือน เพื่อการสะสมของน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยในใบประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์ และในเหง้าประมาณ 1.7 เปอร์เซ็นต์ สารเคมีสำคัญในน้ำมันประกอบด้วย Asarone, Cis-Methylisoeugenol, Asaryl aldehyde, Acorone, Acoroxide, Acorin, Calcmene, Linalool, Calamol, Calameone, Azulene, Pinene, Cineole, Camphor และสารกลุ่ม Sesquiterpene ประกอบด้วย Acoragermacrone, Acolamone, Isoacolamone ซึ่งหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรค (ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2553)

ภาพลักษณะของต้นว่านน้ำ

ภาพการปลูกว่านน้ำในบ่อซีเมนต์

          ในตำรายาสมุนไพรนั้น ว่านน้ำจัดเป็น “พืชวัตถุ” ในกลุ่ม “ว่าน”ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่นอกจากจะมีประโยชน์ทำยาแล้ว พืชวัตถุในกลุ่มว่านนี้ยังมีประโยชน์ทางคุณไสย อิทธิฤทธิ์ ชนบางพวกถือว่าว่านบางชนิด สามารถนำโชคลาภมาให้ได้อีกด้วย สรรพคุณในตำรายาโบราณของว่านน้ำนั้นใช้ได้หลายส่วน ได้แก่ เหง้าและราก มีรสร้อนกลิ่นหอมแรง มีสรรพคุณ แก้บิด แก้ปวดท้อง แน่นจุกเสียด แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ฝนกับสุราทาหน้าอกเด็ก แก้ปวดและหลอดลมอักเสบ ใบ มีรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย มีสรรพคุณ แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ แก้ปวดศีรษะ ส่วนน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากต้น มีสรรพคุณในการขับลมในท้อง แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้โรคกระเพาะอาหาร (สุชาติ ภูวรัตน์, 2557)

          ในบัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Medicines; NLEM) พบว่ามีข้อมูลของว่านน้ำอยู่ด้วย ซึ่งจัดอยู่ในบัญชีจากสมุนไพร โดยเป็นตัวยาที่เป็นส่วนประกอบในกลุ่มยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในหลายกลุ่มยารักษาอาการ ได้แก่ กลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) คือ ยาหอมทิพโอสถ ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร คือ ยาประสะกานพลู ยาวิสัมพยาใหญ่ และยาอภัยสาลี ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คือ ยาประสะไพล และยาปลูกไฟธาตุ ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ คือ ยาแก้ไอผสมกานพลู ยารักษากลุ่มอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก คือ ยากษัยเส้น และยาบำรุงธาตุปรับธาตุ คือ ยาปลูกไฟธาตุ (กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา สำนักยา, 2556) โดยยาหอมทิพโอสถ ยาวิสัมพยาใหญ่ ยาประสะกานพลู และยาประสะไพลดังกล่าว ยังเป็นหนึ่งในตำรับยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณซึ่งมี ชื่อ ส่วนประกอบ วิธีทำ สรรพคุณ ขนาดรับประทาน คำเตือน และขนาดบรรจุ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 โดยประกาศเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 อีกด้วย (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, 2556)

ภาพช่อดอกของว่านน้ำ

          นอกจากว่านน้ำจะมีคุณสมบัติในการเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคในมนุษย์แล้ว ยังพบว่าว่านน้ำมีสรรพคุณในการเป็นสมุนไพรเพื่อการอารักขาพืชได้อีกด้วยเช่นกัน ในระบบการเกษตรปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ได้มีการใช้ประโยชน์จากว่านน้ำในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี ทำให้ว่านน้ำถูกจัดให้เป็นพืชสมุนไพรเพื่อการอารักขาพืช โดยใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากเหง้าของว่านน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพิษต่อระบบประสาทของแมลง โดยออกฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง ขับไล่แมลง หยุดชะงักการกินอาหาร ยับยั้งการสืบพันธุ์ของแมลง และยับยั้งการออกจากไข่ของตัวอ่อน เช่น แมลงวันแตง แมลงวันทอง ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ผัก แมลงในโรงเก็บเมล็ดพืช ด้วงงวงช้าง ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว มอดตัวป้อม มอดข้าวเปลือก แมลงกัดกินผัก เป็นต้น ในประเทศอินเดียมีการนำรากของว่านน้ำมาใช้ในการทำเป็นยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงวัน (ไทยรัฐออนไลน์, 2555)

          นอกจากมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้ว ยังมีการศึกษาพบว่า สารออกฤทธิ์สำคัญที่พบในว่านน้ำคือ β-asarone มีผลในการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเน่าในพืชตระกูลกะหล่ำ กุหลาบ และเบญจมาศได้อีกด้วย และยังมีการวิจัยพบสารสกัดว่านน้ำมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราก่อโรคผลเน่าในลิ้นจี่ได้จำนวนถึง 15 สายพันธุ์

ภาพเหง้าของว่านน้ำแห้งและผงบดจากเหง้าว่านน้ำแห้ง

          การใช้ว่าน้ำในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีหลายวิธี ดังนี้

• วิธีที่ 1  นำเหง้าว่านน้ำ จำนวน 30 กรัม มาบดหรือโขลกให้ละเอียด ผสมน้ำ 4 ลิตร ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง หรือจะต้มนาน 45 นาที กรองเอาน้ำด้วยผ้าบางๆ ก่อนนำไปใช้ให้ผสมสารจับใบ ใช้ฉีดพ่นวันละ 1 ครั้ง เมื่อมีปัญหาศัตรูพืช

• วิธีที่ 2 นำเหง้าว่านน้ำแห้งบดให้ละเอียด ผสมกับเหง้าขมิ้นชันแห้งที่บดละเอียดอย่างละ 1 – 2 กิโลกรัม เติมน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 วัน กรองเอาน้ำไปฉีดไล่แมลงวันในแปลงผัก และป้องกันหนอนกระทู้ผักรบกวนได้

• วิธีที่ 3 นำเหง้าแห้งมาบดเป็นผงคลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ที่แห้งดีแล้ว ในอัตราส่วนเมล็ดพันธุ์ 50 กิโลกรัม ต่อว่านน้ำ 1 กิโลกรัม สามารถป้องกันแมลงในโรงเก็บได้ เช่น ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว มอดตัวป้อม มอดข้าวเปลือก

• วิธีที่ 4 เป็นวิธีการควบคุมแมลงในโรงเก็บ โดยนำเมล็ดถั่ว หรือเมล็ดธัญพืชมาคลุกเคล้ากับน้ำมันหอมระเหยของว่านน้ำ

          จากที่กล่าวถึงเรื่องสรรพคุณทางยาสมุนไพร ตลอดจนสรรพคุณทางด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืชของว่าน้ำไปทั้งหมด เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ผู้เขียนได้รวบรวมองค์ความรู้เอาไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าว่านน้ำเป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ทางยามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีคุณสมบัติในการเป็นพืชสมุนไพรเพื่อการอารักขาพืช ดังนั้นในยุกต์ปัจจุบัน ที่กระแสการเกษตรและการผลิตพืชในระบบอินทรีย์กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดว่านน้ำสำหรับใช้ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชจำเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับว่านน้ำ และลดปัญหาจากการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. ราชกิจานุเบกษา. เล่ม 130 ตอนพิเศษ 21 ง. หน้า 30-49.

ไทยรัฐออนไลน์. (2555). “ว่านน้ำ” มีทั้งประโยชน์และโทษ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.thairath. co.th/content/313079 (20 มกราคม 2559)

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์ ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร. (2553). ว่านน้ำ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.thaicrudedrug.com (20 มกราคม 2559)

สำนักยา กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2556). บัญชียาหลักแห่งชาติ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://drug. fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/ (18 มกราคม 2559)

สุชาติ ภูวรัตน์. (2557). ตำราเภสัชกรรมไทย. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://thaitraditionalmedicine book.blogspot.com/2014/01/blog-post_7037.html (18 มกราคม 2559)

Author
งานออกแบบที่ไม่มีชื่อ (3)

อาจารย์ ดร.เทิดศักดิ์  โทณลักษณ์

คณะผลิตกรรมการเกษตร  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

การเพาะเลี้ยงกบบนพื้นที่สูง

Highlights

  • การเพาะเลี้ยงกบ เป็นอาชีพทางด้านการประมงอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย    กินอาหารน้อย เจริญเติบโตเร็ว ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น สามารถบริโภคได้ตั้งแต่ระยะลูกอ๊อด ลูกกบเล็ก ไปจนถึงกบขนาดใหญ่
  • กบที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ กบพันธุ์พื้นเมือง และกบพันธุ์ต่างประเทศ
  • การเลี้ยงกบให้สำเร็จนั้นต้องมีสายพันธุ์ดี การจัดการดี จะต้องทำการคัดขนาดกบ และให้อาหารดี ที่สำคัญควรมีตลาดรองรับผลผลิตกบ

ลักษณะทั่วไปของกบ

          การเพาะเลี้ยงกบ เป็นอาชีพทางด้านการประมงอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารน้อย เจริญเติบโตเร็ว ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น สามารถบริโภคได้ตั้งแต่ระยะลูกอ๊อด ลูกกบเล็ก ไปจนถึงกบขนาดใหญ่ ทั้งนี้ตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันปริมาณกบในธรรมชาติกลับลดน้อยลง เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้การจับกบในธรรมชาติมาบริโภคอย่างต่อเนื่องยังทำให้วงจรชีวิตของกบขาดหายไป รวมถึงกบที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่สูงของไทย เช่น บริเวณพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ค่อนข้างต่ำ (25 °C) ส่งผลให้กบทั้งในธรรมชาติและในบ่อเลี้ยงไม่สามารถเจริญเติบโตและใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ตามปกติ (เทพพิทักษ์ และอภินันท์, 2560)

พันธุ์กบที่ควรเลี้ยง

กบที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. กบพันธุ์พื้นเมือง

กบนา

          กบนา  เป็นกบที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และนิยมเลี้ยงมากที่สุด จัดเป็นกบขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-250 กรัม (ประมาณ 4-6 ตัว/กก.) ผิวสีน้ำตาลปนดำอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย

กบจาน

          กบจาน  เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 250 กรัม (ประมาณ 4 ตัว/กก.) กบจานจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับกบนาแต่ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่อยู่อาศัย

กบภูเขาหรือเขียดแลว

         กบภูเขาหรือเขียดแลว เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (อับดับที่ 2 ของโลก) ตัวโตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กก. ลักษณะโดยทั่วไปคือ ปลายนิ้วโป้งขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทางมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยื่นยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต

2. กบพันธุ์ต่างประเทศ

กบบูลฟร็อก

          กบบูลฟร็อก  เป็นกบที่มาจากบริเวณภูเขาร็อกกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากว่า 1 กก. มีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง มีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างลำตัว แต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู อุปนิสัยของกบชนิดนี้คือ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ถึง 400 กรัม/ตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

  1. ควรอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย
  2. ควรอยู่บนพื้นที่ดอน เพื่อป้องกันปัญหา น้ำท่วม
  3. ควรอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่สะอาดและเพียงพอ
  4. ควรอยู่ห่างไกลจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน
  5. ในกรณีที่ไม่ได้ทำการเพาะพันธุ์กบเพื่อเลี้ยงเอง ควรเลือกอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถจัดหาลูกกบได้ง่าย
  6. อยู่ใกล้แหล่งอาหารเลี้ยงกบ เพื่อสะดวกในการจัดหา
  7. อยู่ในแหล่งที่มีสาธารณูปโภคครบถ้วน เช่น ถนน ไฟฟ้า
  8. อยู่ใกล้กับแหล่งตลาด เพื่อรองรับผลผลิต

บ่อที่นิยมเลี้ยงกบบนพื้นที่สูง

กระชังกบ

บ่อพลาสติก

ยางรถยนต์

กระชังน้ำ

บ่อซีเมนต์

ลักษณะของพ่อ-แม่พันธุ์กบ

วงจรชีวิตของกบ

          การเลี้ยงกบให้สำเร็จนั้นต้องมีสายพันธุ์ดี การจัดการดี จะต้องทำการคัดขนาดกบ และให้อาหารดี ที่สำคัญควรมีตลาดรองรับผลผลิตกบ

สรุป

          จากการดำเนินงานเพาะเลี้ยงกบนาบนพื้นที่สูง ณ อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงกบได้ดีและต้นทุนต่ำที่สุดคือ กระชังบก และยางรถยนต์ โดยรูปแบบบ่อเลี้ยงดังกล่าวสามารถดูแลจัดการในการเลี้ยงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญต้นทุนต่ำ เหมาะแก่การเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือน โดยเฉพาะบนดอยสูง เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนเสริมและหลักได้ หรือสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเลี้ยงกบเพื่อจำหน่ายได้ในพื้นที่ ยกระดับความเป็นอยู่ เพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงได้ ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

อภิชาติ ประลองผล และอภินันท์ สุวรรณรักษ์. (2560). การเจริญเติบโตและรูปแบบการเลี้ยงกบนาบนพื้นที่สูง ณ บ้านสองธาร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่. คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่.

เทพพิทักษ์ บุญทา. (2560). เทคนิคการอนุบาลลูกอ๊อดกบนาด้วยอาหารผสมเกลือไอโอดีนและสาหร่ายสไปรูลิน่าอินทรีย์เพื่อเป็นอาหารปลอดภัย. คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่.

เทพพิทักษ์ บุญทา และอภินันท์ สุวรรณรักษ์. (2560). คู่มือการเลี้ยงกบบนพื้นที่สูง. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่.

Author
งานออกแบบที่ไม่มีชื่อ (2)

รองศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์  สุวรรณรักษ์

คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

งานออกแบบที่ไม่มีชื่อ (1)

นายเทพพิทักษ์  บุญทา

คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

การผลิตสตรอว์เบอร์รีเพื่อทานผลสด

Highlights

  • ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการติดดอกออกผลของสตรอว์เบอร์รี คือ อุณหภูมิความเย็นที่ต่อเนื่องกับชั่วโมงของช่วงแสงตะวัน
  • ควรปลูกในระดับที่พอดีกับผิวดินไม่ปลูกตื้นหรือลึกเกินไป การปลูกตื้นเกินไปจะทำให้รากลอยเหนือผิวดิน รากจะแห้งต้นสตรอว์เบอร์รีชะงักการเจริญเติบโต ไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้ตายได้ แต่หากปลูกลึกเกินไป จุดเจริญที่เป็นจุดกำเนิดของตาใบ ตาช่อดอก ต้น จะเจริญเติบโตช้า เน่าตายได้ง่าย

  • การเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอว์เบอร์รีจะใช้เวลาประมาณ 32-38 วัน ต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะ ผิวสตรอว์เบอร์รีมีความอ่อนนุ่ม ชอกช้ำเสียหายง่าย เก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกประมาณ 75-80 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวทยอยสู่ตลาดได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายนของปีถัดไป รวมระยะเวลาประมาณ 5 เดือน

การเลือกพื้นที่ปลูก
การเลือกพื้นที่ปลูกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก หากเลือกพื้นที่ปลูกที่มีความเหมาะสมแล้ว ก็เท่ากับประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการติดดอกออกผลของสตรอว์เบอร์รี คือ อุณหภูมิความเย็นที่ต่อเนื่องกับชั่วโมงของช่วงแสงตะวัน หากเลือกพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ผู้ปลูกจะต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าถึงขั้นล้มเหลวเลยก็ได้

หลักการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ปลูกมีดังนี้
1. ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป
2. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพความเป็นกรดด่างของดินที่เหมาะสม คือ pH 6-7
3. ไม่เคยมีโรค แมลง ระบาดมาก่อน
4. การคมนาคมไม่ยากลำบากเกินไป เพราะมีผลต่อคุณภาพของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวและขนส่ง

หลักการปลูกสตรอว์เบอร์รี
หลังเตรียมแปลงปลูกพร้อมทั้งคลุมแปลงเรียบร้อยแล้ว ควรรีบปลูกให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันต้นกล้าเกิดความเสียหาย เทคนิคที่สำคัญในการปลูก ควรปลูกในระดับที่พอดีกับผิวดินไม่ปลูกตื้นหรือลึกเกินไป การปลูกตื้นเกินไปจะทำให้รากลอยเหนือผิวดิน รากจะแห้งต้นสตรอว์เบอร์รีชะงักการเจริญเติบโต ไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้ตายได้ แต่หากปลูกลึกเกินไป จุดเจริญที่เป็นจุดกำเนิดของตาใบ ตาช่อดอก ต้น จะเจริญเติบโตช้า เน่าตายได้ง่าย

ต้นกล้าก่อนปลูก ควรทำการตัดแต่งใบแก่ออกให้เหลือ 1 ใน 3 จากของเดิม รากที่ยาวเกินไปควรตัดให้สั้นเหลือ 10 เซนติเมตร เด็ดช่อดอกและไหลที่ติดมาออกทิ้งทั้งหมด ช่วงเวลาการปลูกที่เหมาะสมสำหรับบนพื้นที่สูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป ควรปลูกระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 15 กันยายน ส่วนพื้นที่ที่ต่ำกว่าควรทำการปลูกระหว่างวันที่ 15 กันยายน – 15 ตุลาคม ระยะการปลูกระหว่างต้น 25 – 30 เซนติเมตรระหว่างแถว 45-50 เซนติเมตรปลูกแบบสลับฟันปลาพื้นที่ 1 ไร่ใช้ต้นกล้าประมาณ 8000 ถึง 10000 ต้นการใช้ระยะปลูกที่ถูกต้องและเหมาะสมจะทำให้สตรอว์เบอร์รีมีการเจริญเติบโตที่ดีให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้รับผลตอบแทนอย่างสูงสุด

การให้น้ำสตรอว์เบอร์รี
ต้นสตรอว์เบอร์รีมีระบบรากตื้น จึงควรให้ความสำคัญต่อการให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เช่น หลังปลูกควรให้น้ำทันที หมั่นดูแลรักษาจนต้นตั้งตัวได้ อย่าให้ขาดน้ำนาน ๆ จะมีผลกระทบต่อผลผลิต โดยเฉพาะช่วงที่เจริญเติบโตและช่วงเพิ่มขนาดของผล การให้น้ำที่ดีต้องระวังไม่ให้ใบเปียกมากเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดโรคทางใบได้ง่าย การให้น้ำโดยสปริงเกอร์ควรให้ในตอนเช้าเพื่อแสงแดดจะช่วยให้ใบแห้งเร็วขึ้น ส่วนการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดเป็นวิธีที่ดีที่สุด

การตัดแต่งใบและดอกสตรอว์เบอร์รี
ในช่วงที่สตรอว์เบอร์รีใกล้จะออกดอกติดผล จำนวนใบจะเพิ่มมากขึ้นถ้าจำนวนใบมีมาก ใบมีขนาดใหญ่ ผลผลิตในต้นนั้น ๆ จะมากตามไปด้วย อย่างไรก็ตามก็ควรมีการตัดแต่งใบออกบ้าง โดยเฉพาะใบแก่ ใบที่เป็นโรค เพื่อให้ลำต้นโปร่งสะอาดลดการระบาดของโรคและแมลง นอกจากนั้นการตัดแต่งใบยังช่วยกระตุ้นหรือเร่งการสร้างตาดอกสตรอว์เบอร์รีอีกทางหนึ่งด้วย ในการตัดแต่งใบแต่ละครั้งจะตัดออก 1 ถึง 3 ใบต่อต้นเท่านั้นไม่ควรตัดแต่งใบออกมากเกินไป โดยเฉพาะในระหว่างที่สตรอเบอรี่ติดดอกออกผล จะทำให้ผลของสตรอว์เบอร์รีมีขนาดเล็กลง ส่วนวิธีการตัดแต่งดอกเป็นการปฏิบัติเพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเด็ดดอกที่มีขนาดเล็กออกทิ้งในขณะที่ดอกยังไม่บาน คงเหลือดอกขนาดใหญ่ของช่อไว้ 7 ดอกต่อช่อ ก็จะช่วยสตรอว์เบอร์รีให้มีผลขนาดใหญ่สม่ำเสมอกันทั้งช่อ

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากวันที่ดอกบานเต็มที่แล้ว ไปจนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอว์เบอร์รีได้ จะใช้เวลาประมาณ 32-38 วัน การเก็บผลผลิตต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะผิวสตรอว์เบอร์รีมีความอ่อนนุ่ม ชอกช้ำเสียหายง่าย จะเก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกประมาณ 75-80 เปอร์เซ็นต์ โดยเด็ดก้านผลให้มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ วางบนภาชนะทรงตื้น ไม่ควรทับซ้อนกันมาก ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวทยอยสู่ตลาดได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายนของปีถัดไป รวมระยะเวลาประมาณ 5 เดือน

โรคแมลงศัตรูสตรอว์เบอร์รี
1. แอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. พบระบาดเป็นแผลสีม่วงปนแดงบนไหล (stolon) โดยป้องกันตั้งแต่ในระยะผลิตไหลและลดปริมาณไนโตรเจนในต้นลง
2. โรคเหี่ยว จากเชื้อรา Phytophthora fragariae ทำให้รากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อ Fusarium sp. ทำลายรากและ stolon ของไหล โดยป้องกันการเกิดโรคโดยใช้เชื้อปรปักษ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใช้เชื้ออาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาควบคุมโรคทางดิน
3. โรคใบจุดเกิดจากเชื้อรา Ramularia sp. ทำให้ใบเป็นจุดโปร่งแสงสีน้ำตาลขอบแผลสีม่วง พบมากในฤดูฝน ควรเด็ดใบที่เป็นโรคไปทำลาย
4. ราแป้ง ชอบอากาศเย็นชื้น พบเป็นผงสีขาวที่ใบกิ่ง ก้าน และผล ใบจะหงิกงอ ผลอ่อนไม่โตไม่สุก เนื้อไม่แน่น เสียรสชาติ ป้องกันโดยการฉีดพ่นน้ำมันปิโตรเลียม เช่น เอสเค99 ดีซี ตรอน พลัส ผสมผงฟู

เอกสารอ้างอิง

Author
Nikhom

นิคม วงศ์นันตา
นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การศึกษา

การศึกษาระบบคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษา

Highlights

  • คลังหน่วยกิต หมายถึง ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตสำหรับผู้เรียนที่เข้าศึกษา รายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรม หรือหลักสูตรระยะยาวในระดับอนุปริญญา หรือปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดไว้สำหรับการจัดการศึกษา และที่ได้จากการเทียบโอนในระบบคลังหน่วยกิต โดยจัดให้มีหลักฐานการสะสมหน่วยกิต อาทิ สมุดสะสมหน่วยกิต แฟ้มสะสมงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์และฝากในคลังหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา
  • ระบบคลังหน่วยกิต หมายถึง ระบบและกลไกในการเทียบโอนความรู้ความสามารถและหรือสมรรถนะที่ได้จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์บุคคล มาเก็บสะสมไว้ในคลังหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา

“เกิดมาจำต้องศึกษาตลอดชีวิต” ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 4 ได้ระบุว่า การศึกษาตลอดชีวิต หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีคำอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตลอดชีวิต เช่น การศึกษาต่อเนื่อง การศึกษาทางไกล การศึกษาส่วนขยาย/การศึกษาเพื่อบริการชุมชน การศึกษาที่ไม่เป็นทางการ/การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษานอกระบบ/การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาประชาชน การศึกษาผู้ใหญ่แบบเสรี (ศักรินทร์ ชนประชา, 2562)

 

ตามประกาศคณะกรรมการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการนำมาตรฐานการอุดมศึกษาสู่การปฏิบัติ พ.ศ. 2561 ที่ระบุในข้อ 1.1.1 สถาบันอุดมศึกษาพึงกำหนดนโยบายและทิศทางการผลิตบัณฑิต/การพัฒนาผู้เรียนให้ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ความต้องการจำเป็นของสังคม ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศ ตามระดับความเชี่ยวชาญและอัตลักษณ์ของประเภทสถาบัน และตามความได้เปรียบเชิงทรัพยากรและเชิงพื้นที่ของสถาบัน ประกอบกับเป็นยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นการศึกษาระบบคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษาจึงเป็นรูปแบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาผู้เรียนและได้เรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนที่ได้จากการเรียนในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์การเรียนรู้ นำมาสะสมในคลังหน่วยกิตเพื่อให้ได้หน่วยกิต และรับคุณวุฒิตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ระบบคลังหน่วยกิตมีประโยชน์ต่อผู้ทำงานแล้ว หรือผู้สูงวัย สนใจที่จะเรียนรู้โดยสะสมหน่วยกิต เพื่อพัฒนาตนเองและเป้าหมายอาชีพ รวมทั้งการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ด้วยสถานการณ์โควิด-19 การเรียนรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอและต้องปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียน รวมทั้งต้องพัฒนาทักษะเดิม และเสริมทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต เพื่อพร้อมสู่ยุค Next normal

          ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่องแนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2562

ได้ระบุคำจำกัดความในระบบคลังหน่วยกิต ดังนี้

  1. ระบบคลังหน่วยกิต หมายถึง ระบบและกลไกในการเทียบโอนความรู้ความสามารถและหรือสมรรถนะที่ได้จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์บุคคล มาเก็บสะสมไว้ในคลังหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา
  2. คลังหน่วยกิต หมายถึง ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตสำหรับผู้เรียนที่เข้าศึกษา รายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรม หรือหลักสูตรระยะยาวในระดับอนุปริญญา หรือปริญญาตรีของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดไว้สำหรับการจัดการศึกษา และที่ได้จากการเทียบโอนในระบบคลังหน่วยกิต โดยจัดให้มีหลักฐานการสะสมหน่วยกิต อาทิ สมุดสะสมหน่วยกิต แฟ้มสะสมงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์และฝากในคลังหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา
  3. การศึกษาในระบบ หมายถึง การศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน โดยได้รับประกาศนียบัตร ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา ปริญญา หรือคุณวุฒิทางการศึกษาอื่น ๆ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษายอมรับ
  4. การศึกษานอกระบบ หมายถึง การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
  5. การศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง การศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
  6. การเทียบโอนประสบการณ์ หมายถึง การนำผลลัพธ์การเรียนรู้มาขอเทียบกับเนื้อหาสาระสำคัญของรายวิชาต่าง ๆ ของการเรียนในระบบตามหลักสูตรเพื่อให้ได้หน่วยกิต โดยผู้เรียนสามารถแสดงได้ว่า มีความรู้ ทักษะ และเจตคติของตนเอง พร้อมทั้งมีหลักฐานซึ่งแสดงว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่กำหนดในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาของหลักสูตรที่ผู้เรียนศึกษาอยู่หรือประสงค์จะศึกษา ซึ่งควรได้รับการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อเทียบโอนประสบการณ์ที่มีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและไม่ต้องศึกษาซ้ำในเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนมีความรู้ทักษะมาก่อนแล้ว ทั้งนี้ การเทียบโอนประสบการณ์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ และข้อแนะนำเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญา

หลักการของระบบคลังหน่วยกิต สามารถสรุปออกเป็นหัวข้อได้ดังนี้ (นุชนภา รื่นอบเชย)

  1. ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียน และผลการเรียนรู้ มาสะสมในคลังหน่วยกิต ได้ตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ
  2. ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนและผลการเรียนรู้ในคลังหน่วยกิตได้โดย ไม่จำกัดอายุของผู้เรียน คุณวุฒิผู้เรียน ระยะเวลาในการสะสมหน่วยกิต และระยะเวลาในการเรียน
  3. ผู้ที่ต้องการพัฒนาความรู้และสมรรถนะเฉพาะทางหรือต้องการเปลี่ยนอาชีพ สามารถรับการฝึกอบรมและนำผลการเรียนรู้มาเทียบโอนและสะสมหน่วยกิตในคลังหน่วยกิตได้
  4. การสะสมหน่วยกิตในคลังหน่วยกิต สามารถสะสมได้ทั้งผลการเรียนจาก การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์
  5. ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตได้ตลอดชีวิต โดยไม่มีเงื่อนไข ของระยะเวลาในการสะสมและระยะเวลาในการศึกษา
  6. ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1 สถาบันได้

การเทียบโอนจากนอกระบบและ/หรือการศึกษาตามอัธยาศัยเข้าสู่การศึกษาเพื่อพิจารณาให้คุณวุฒิแก่ผู้เรียน

  1. การเทียบความรู้จะเทียบเป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาตามหลักสูตรและระดับการศึกษาที่เปิดสอนในสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้ขอเทียบโอนต้องการ
  2. วิธีการประเมิน เกณฑ์การตัดสินของการประเมิน ให้เป็นไปตามสถาบันอุดมศึกษากำหนด โดยต้องผ่านการให้ความเห็นชอบจากสภาสถาบันอุดมศึกษา
  3. ผลการประเมินจะต้องเทียบได้ไม่ต่ำกว่าระดับคะแนนตัวอักษร C หรือแต้มระดับคะแนน 2.00 หรือเทียบเท่า สำหรับระดับปริญญาตรี
  4. การบันทึกผลการเรียนให้บันทึกตามวิธีการประเมิน
  5. การเทียบให้หน่วยกิตได้รวมกันไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตรวมของหลักสูตรระดับปริญญาตรี
  6. นักศึกษาต้องใช้เวลาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อย 1 ปีการศึกษา สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรี สำหรับหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดตามความเหมาะสม โดยให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรโดยความเห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา

การเปิดหลักสูตรในระบบคลังหน่วยกิต

การเปิดหลักสูตรในระบบคลังหน่วยกิตมีการดำเนินการดังนี้ (นุชนภา รื่นอบเชย และประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่องแนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2562)

  1. การรับเข้าศึกษา

– การรับเข้าศึกษาของผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิต ที่ยังไม่ประสงค์เข้าสู่ระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรี ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดคุณสมบัติผู้รับเข้าตามหลักการของการจัดการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิต โดยไม่จำกัดอายุผู้เรียนและไม่จำกัดคุณวุฒิผู้เรียน สามารถเข้าศึกษารายวิชาในระดับอนุปริญญา/ระดับปริญญาตรีของหลักสูตรในระบบคลังหน่วยกิตและสะสมไว้ในคลังหน่วยกิตได้

– การรับเข้าศึกษาของผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิตกรณีประสงค์เข้าศึกษาเพื่อรับคุณวุฒิระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาต้องกำหนดคุณสมบัติการรับเข้าศึกษาให้สอดคล้องตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 และ/หรือคุณสมบัติอื่นตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด

  1. คุณสมบัติของผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิต

– ผู้เรียนที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ โดยเข้าศึกษาในรายวิชาต่าง ๆ หรือหลักสูตรระยะสั้น ในระดับประกาศนียบัตร วุฒิบัตร สัมฤทธิบัตร ที่ต่ำกว่าระดับอนุปริญญาต้องมีคุณสมบัติตามที่ สถาบันอุดมศึกษากำหนด

– ผู้ที่จะเข้าสู่การศึกษาระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ต้องมีคุณสมบัติสอดคล้องตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง

     3. การให้คำแนะนำปรึกษา

สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดระบบให้คำปรึกษาและคำแนะนำการจัดการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิต และควรกำหนดให้มีหน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้คำแนะนำ ชี้แจงหลักการ วิธีการศึกษา และให้คำแนะนำหลักสูตรที่เปิดสอน รายวิชา คำอธิบายรายวิชา ผลการเรียนรู้ของรายวิชา หลักเกณฑ์การเทียบโอน หลักเกณฑ์การประเมิน

  1. รูปแบบการจัดการเรียนการสอน

รูปแบบที่ 1 การเปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนรายวิชา/หลักสูตรระยะสั้น อาชัญญา รัตนอุบล และคณะ (2554) ได้รายงานว่าผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ต้องการการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในรูปแบบอบรมระยะสั้น โดยใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้คือ สื่อบุคคล รองลงมาคือสื่อสิ่งพิมพ์

รูปแบบที่ 2 การเปิดหลักสูตรระดับอนุปริญญา/ระดับปริญญาตรี

  1. การลงทะเบียน

– กรณีลงทะเบียนเรียนเพื่อสะสมไว้ในคลังหน่วยกิตเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และยังไม่ประสงค์เข้าสู่ระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรี

– กรณีลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตเพื่อเข้าสู่ระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรีในระบบคลังหน่วยกิต

  1. การเทียบโอนประสบการณ์และการเทียบโอนผลการเรียน

ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดให้มีระบบและกลไกในการประเมินซึ่งการประเมินต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน สมเหตุสมผล เชื่อถือได้ มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ และข้อแนะนำเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการเทียบโอนผล การเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ

  1. การวัดและประเมินผล

– ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดการวัดและการประเมินผลผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิตต้องมีมาตรฐานเทียบเท่ากับผู้เรียนในระบบชั้นเรียนปกติ

– กรณีรายวิชาใดที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาจทำให้องค์ความรู้ของผู้เรียนที่เรียนมานั้นไม่เป็นปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาและอาจกำหนดกลไกอื่น เพิ่มเติม

วิธีการประเมินผลการเรียนรู้จากการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยประเมินผลการเรียนรู้ให้เป็นไปตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด เช่น

  • การสอบมาตรฐาน (credit from standard tests : CS)
  • การสอบที่ไม่ใช่การสอบมาตรฐาน (credit from non standard tests) หรือ credit from exam : CE)
  • หน่วยกิตที่ได้จากการประเมิน/อบรมจากหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษา (credit from training : CT)
  • หน่วยกิตที่ได้จากแฟ้มสะสมงาน (credit from portfolio : CP)
  1. การบันทึกผลการเรียน

– กรณีได้รับหน่วยกิตจาการเทียบโอนประสบการณ์ ให้บันทึกตามวิธีการประเมิน ตัวอักษรไม่นำมาคิดคะแนนเฉลี่ยสะสม

-กรณีได้หน่วยกิตจากการลงทะเบียนเรียน ให้บันทึกผลการเรียนตามระดับคะแนนที่ได้ นำมาคิดคะแนนเฉลี่ยสะสมได้

– กรณีได้รับหน่วยกิตจากสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ให้สถาบันอุดมศึกษาผู้ประเมินบันทึกผล ไม่นำมาคิดคะแนนเฉลี่ยสะสม

  1. การสะสมหน่วยกิต

– ให้สามารถสะสมหน่วยกิตได้จากการลงทะเบียนเรียน

– ให้สามารถสะสมหน่วยกิตได้จากการเทียบโอนผลการเรียน และจากการเทียบโอนประสบการณ์

  1. การให้คุณวุฒิและปริญญา มีดังนี้

– สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้ประกาศนียบัตร วุฒิบัตรหรือสัมฤทธิบัตรแล้วแต่กรณีตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด ให้แก่ผู้เรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในรายวิชาต่าง ๆ หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรม

– สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาให้คุณวุฒิแก่ผู้เรียนในระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรี ตามเงื่อนไข ดังนี้

(ก) ผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษาได้เมื่อเรียนและสะสมหน่วยกิตได้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในหลักสูตร มีผลการเรียนและค่าคะแนนเฉลี่ยสะสมตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด

(ข) สถาบันอุดมศึกษาที่จะเป็นผู้ให้ปริญญาจะเป็นผู้คิดค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมให้แก่ผู้เรียนเพื่อสำเร็จการศึกษา โดยผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนในหมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตรวม ของหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษาที่จะเป็นผู้ให้ปริญญา

(ค) ผู้เรียนที่เรียนในระบบคลังหน่วยกิต ไม่มีสิทธิ์ได้รับเกียรตินิยม

(ง) การให้อนุปริญญา หรือปริญญาตรีแก่ผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิต ต้องระบุว่าสำเร็จการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิตไว้ในใบแสดงผลการเรียนด้วย

  1. ข้อมูลสารสนเทศ

สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดให้มีฐานข้อมูลทะเบียนเฉพาะผู้เรียนในระบบคลังหน่วยกิตเพื่อเป็นคลังหน่วยกิตบันทึกผลการเรียนและการสะสมหน่วยกิตของผู้เรียนที่พร้อมรับการตรวจสอบ และต้องรายงานผลให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาทราบทุกสิ้นปีการศึกษา โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาต้องพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถรายงานผลในระบบออนไลน์ได้

ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบคลังหน่วยกิต เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดให้นักศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายลงทะเบียนเรียนรายวิชาในหลักสูตร  เมื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สามารถนำผลการเรียนมาเทียบโอนเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้

เอกสารอ้างอิง

นุชนภา รื่นอบเชย.  ระบบธนาคารหน่วยกิตและการเทียบโอน.  [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: www.mua.go.th/users/bhes/front_home/Data%20Bhes_2559/CBS.pdf (10 พฤศจิกายน 2564).

ประกาศคณะกรรมการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการนำมาตรฐานการอุดมศึกษาสู่การปฏิบัติ พ.ศ. 2561. (2561, 17 สิงหาคม).  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่ม 135 ตอนพิเศษ 199ง.  น. 19-21.

ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2562.  (2562, 8 พฤศจิกายน).  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่ม 136 ตอนพิเศษ 274ง.  น. 32-39.

กระทรวงศึกษาธิการ.  2545.  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545.  กรุงเทพฯ: บริษัทสยามสปอรต์ ซินดิเคท จำกัด.

                     พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2553 (ฉบับที่ 3).  กรุงเทพฯ: บริษัทสยามสปอรต์ ซินดิเคท จำกัด.

ศักรินทร์ ชนประชา.  2562.  การศึกษาตลอดชีวิต. วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย, 14(26 มกราคม-มิถุนายน) น 159-175.

อาชัญญา รัตนอุบล. วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา. วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา. ปาน กิมปี. ระวี สัจจโสภณ.  2554.  การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุไทย.  กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Author
Ratchadaporn

ผศ. ดร.รัชดาภรณ์ ปันทะรส

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ. ดร.ภูสิต ปุกมณี

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ. ดร.ณัฐพล เลาห์รอดพันธุ์

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

เกษตรกรรม

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

Highlights

  • การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1  เป็นกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมาก ถูกพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2552

  • นำหลักการทางวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้จนทำให้ไม่ต้องมีการพลิกกลับกองปุ๋ย โดยมีการเติมอากาศเข้ากองปุ๋ยตามธรรมชาติจากผลของพาความร้อนแบบ Chimney Convection กองปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม กองเป็นแถวยาว มีขนาดของกองคือ 2.5 x 1.5 เมตร (กว้าง x ยาว) มีความยาวไม่จำกัด มีสัดส่วนผสมของใบไม้และมูลสัตว์ 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร และในกรณีฟางข้าว ผักตบชวา หญ้า หรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ใช้ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร สามารถกองบนพื้นดินกลางแจ้งกลางแดดและฝนได้

          การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1  เป็นกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมาก ถูกพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2552 ที่นำหลักการทางวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้จนทำให้ไม่ต้องมีการพลิกกลับกองปุ๋ย โดยมีการเติมอากาศเข้ากองปุ๋ยตามธรรมชาติจากผลของพาความร้อนแบบ Chimney Convection กองปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม กองเป็นแถวยาว มีขนาดของกองคือ 2.5 x 1.5 เมตร (กว้าง x ยาว) มีความยาวไม่จำกัด มีสัดส่วนผสมของใบไม้และมูลสัตว์ 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร และในกรณีฟางข้าว ผักตบชวา หญ้า หรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ใช้ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร สามารถกองบนพื้นดินกลางแจ้งกลางแดดและฝนได้

          ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ มูลสัตว์จะเป็นแหล่งของจุลินทรีย์และไนโตรเจน ส่วนเศษพืชเป็นแหล่งของคาร์บอน ซึ่งทั้งไนโตรเจนและคาร์บอนจะถูกใช้เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ในกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic decomposition) จะมีการดูแลรักษาระดับความชื้นของกองปุ๋ยทั้งภายในและภายนอกตลอด 60 วันของกระบวนการ หลังจากนั้นทำให้ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง เพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวก่อนนำไปใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้ตามวิธีการจะมีค่าผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศ

ภาพที่ 1 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

 ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

  1. นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงประมาณ 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบบนกอง โรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟางข้าว 16 เข่ง หนา 10 ซม. โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทำเช่นนี้ประมาณ 10 – 15 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี

ภาพที่ 2 การโรยเศษพืชเป็นชั้นบาง ๆ ความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร

ภาพที่ 3 การโรยมูลสัตว์ทับบนเศษพืชและการรดน้ำ

ภาพที่ 4 การรดน้ำในแต่ละชั้นให้มีความชื้น

ภาพที่ 5 ลักษณะกองปุ๋ยเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร

  1. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (ให้มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 3 ขั้นตอนดังนี้

                   ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป

                   ขั้นตอนที่ 2 ทุกวันที่ 7-10 ใช้เหล็กหรือไม้แหลมแทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้

                   ขั้นตอนที่ 3 ทุก 20 วัน ใช้จอบสับกลางกองปุ๋ยลึกถึงพื้นสัก 1-2 จุด เพื่อตรวจดูว่าข้างในกองปุ๋ยแห้งเกินไปหรือไม่

ภาพที่ 6 การรดน้ำบริเวณภายนอกกองปุ๋ย

ภาพที่ 7 การรดน้ำภายในกองปุ๋ย

  1. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร

ภาพที่ 8 กองปุ๋ยที่มีอายุ 30 วัน

ภาพที่ 9 กองปุ๋ยที่หมักเสร็จสมบูรณ์ อายุ 60 วัน

ภาพที่ 10 สภาพปุ๋ยหมักเสร็จสมบูรณ์

          ก่อนการนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ให้ทำปุ๋ยให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว (Stabilization Period) และไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

          1.) การเกลี่ยกองปุ๋ยบาง ๆ กลางแจ้ง เพื่อตากแดด และ 2.) การเกลี่ยปุ๋ยบาง ๆ ผึ่งลมในร่ม ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหลือจากการนำไปใช้สามารถบรรจุใส่กระสอบเก็บไว้ในร่มเพื่อนำไปใช้ในคราวต่อไปได้

ภาพที่ 11 การเกลี่ยกองปุ๋ยอินทรีย์ตากแดดเพื่อลดความชื้นก่อนการนำไปใช้

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตัน จะมีความยาวของกองปุ๋ย 4 เมตร ต้องการเศษพืชประมาณ 1,000 กิโลกรัม มูลสัตว์ 360 กิโลกรัม ทำให้มีต้นทุนการผลิตจากมูลสัตว์เพียงตันละ 720 บาท ในขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์มีราคาซื้อขายกันตันละ 6,000 – 10,000 บาท

ปัจจุบัน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษพืชแทนการเผาทำลาย แก้ปัญหาผักตบชวาในคลอง แก้ปัญหาดินเสื่อมและดินเป็นกรด มีศักยภาพในการปลูกข้าว ผลไม้ หรือผักอินทรีย์ เพื่อการจำหน่ายที่มีราคาสูงได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ 12 ตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีการไม่พลิกกลับกอง

สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ถนนเชียงใหม่ – พร้าว ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50290

โทรศัพท์ 0-5387-5000-15  โทรสาร 0-5387-8113

Facebook : แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำปุ๋ยหมักวิศวกรรมแม่โจ้

เอกสารอ้างอิง

ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร. 2554. คู่มือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษพืชวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1. โครงการการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างมีส่วนร่วม.กองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.

________. 2561. การทำปุ๋ยหมักอย่างง่ายไม่พลิกกองสูตรอาจารย์ลุง เหมาะสำหรับคนในเมืองและเกษตรกรตัวจริง. พิมพ์ครั้งที่ 1, วนิดาการพิมพ์. เชียงใหม่.

แสนวสันต์ ยอดคำ ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร และชนวัฒน์ นิทัศน์วิจิตร. 2556. การศึกษาแนวทางการนำความร้อนในกระบวนการหมักปุ๋ยอินทรีย์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์. คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่.

Diaz L.F., Savage G.M., Eggerth L.L. and Golueke C.G. (1993). Composting and Recycling Municipal Solid Waste. USA: Lewis Publishers.

Tchobanoglous G., Theisen H. and Vigil S., 1993, Integrated Solid Waste Management: Engineering Principle and Management Issues, McGraw – Hill Inc.

Author
Chanawat

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนวัฒน์ นิทัศน์วิจิตร

ฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร

ฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

อาจารย์ ดร.แสนวสันต์ ยอดคำ

ฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

เกษตรกรรม

กระเจี๊ยบแดงอินทรีย์

Highlights

  • กระเจี๊ยบแดงสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น ชาชงพร้อมดื่ม ไซเดอร์ วุ้น คุกกี้ มูท แยม ซอส สารปรุงแต่งอาหาร ไอศกรีม ไวน์ ใช้เป็นแหล่งสีจากธรรมชาติ และใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นปลูกกระเจี๊ยบแดง คือ ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน – สิงหาคม

กระเจี๊ยบแดง มีชื่อสามัญว่า Roselle ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. จัดอยู่ในวงศ์ Malvaceae มีแหล่งกำเนิดในทวีปแอฟริกาและได้แพร่กระจายไปยังทวีปอเมริกา อินเดียและประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ปัจจุบันกระเจี๊ยบแดงสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น ชาชงพร้อมดื่ม ไซเดอร์ วุ้น คุกกี้ มูท แยม ซอส สารปรุงแต่งอาหาร ไอศกรีม ไวน์ ใช้เป็นแหล่งสีจากธรรมชาติ และใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          กระเจี๊ยบแดงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1 – 2 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีผิวเรียบสีแดงอมม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบยาว ขอบใบหยักลึก มี 3 – 5 แฉก ก้านดอกสั้น 0.5 – 2.0 เซนติเมตร มีขนปกคลุม ดอกเป็นดอกเดี่ยวเกิดตามซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือสีเหลือง โคนกลีบด้านในมีสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ดอกเมื่อได้รับการผสมแล้วกลีบดอกจะร่วง กลีบเลี้ยงจะขยายใหญ่ หนาและแข็ง สีแดงเข้ม ฝักมีลักษณะเป็นรูปไข่ ฝักเมื่อแก่มีสีน้ำตาลและแตกออกเป็น 5 ช่อง เมล็ดเป็นสีน้ำตาลรูปไต มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร

ภาพที่ 1 ลักษณะของต้นกระเจี๊ยบแดง

ภาพที่ 2 ลักษณะของกระเจี๊ยบแดงพันธุ์ซูดาน

ภาพที่ 3 ลักษณะของกระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนม่วงจัมโบ้

การปลูก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นปลูกกระเจี๊ยบแดงคือ ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน – สิงหาคม โดยนำเมล็ดหยอดหลุม ๆ ละประมาณ 2 – 3 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกให้ถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกให้เหลือ 1 – 2 ต้น หรือปลูกลงในถาดหลุม เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตดีจึงย้ายปลูกลงแปลง แปลงปลูกขนาดกว้าง 1 เมตร ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก คลุมด้วยพลาสติกคลุมแปลง ระยะปลูก 60 เซนติเมตร เมื่ออายุ 20 วัน เด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งแขนง

ภาพที่ 4 การเพาะเมล็ดกระเจี๊ยบแดงในถาดหลุมและต้นกล้าอายุ 10 วัน

ภาพที่ 5 การปรับปรุงบำรุงดิน และการใช้พลาสติกคลุมแปลง

ภาพที่ 6 เด็ดยอดหลังปลูก 20 วัน

 การดูแล

ระยะ 1 – 2 เดือน รดน้ำให้ดินเปียกชุ่มวันละครั้ง ให้ปุ๋ยจำนวน 3 ครั้ง เมื่อต้นกระเจี๊ยบแดงมีอายุ 25 50 และ 80 วัน

ภาพที่ 7 การให้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง

การเก็บเกี่ยวและการแปรรูป

          เก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม หรือหลังปลูก 110 – 120 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนำเหล็กปลายแหลมมากระทุ้งเอากระเปาะเมล็ดออกจากกลีบเลี้ยง นำกลีบเลี้ยงที่ได้ไปอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก เป็นระยะเวลา 3 – 4 วัน (ภาพที่ 8 – 9) โดย 1 ไร่ให้ผลผลิตสดประมาณ 1,800 – 2,000 กิโลกรัม หรือเป็นผลผลิตกลีบเลียงแห้งประมาณ 180 – 200 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งปกติน้ำหนักจะลดลงในอัตราส่วน 10 ต่อ 1

ภาพที่ 8 เลือกเก็บเฉพาะดอกที่แก่ กระทุ้งเอากระเปาะเมล็ดออก

ภาพที่ 9 การอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง

          กระเจี๊ยบแดงสามารถบริโภคได้ทั้งใบและกลีบเลี้ยง ใบมีรสเปรี้ยวนำมาประกอบอาหารได้ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก เป็นยาระบาย บำรุงธาตุ ละลายเสมหะ แก้ไอ มีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา กลีบเลี้ยง มีสรรพคุณ แก้ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุง ยาระบาย แก้ไอ แก้นิ่ว อุดมไปด้วยวิตามินเอ และซี ช่วยบำรุงสายตา แคลเซียม เหล็ก riboflavin niacin sabdaretine และสารแอนโทไซยานิน ช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งและยับยั้งเนื้องอก สามารถช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยชะลอการอุดตันในหลอดเลือด ลดภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เสริมภูมิคุ้มกันในร่างการให้ดีขึ้น และชะลอความเสื่อมของเซลล์

เอกสารอ้างอิง

Author


นายอดิศักดิ์ การพึ่งตน
นักวิชาการเกษตร
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

การปลูกเลี้ยงแคคตัส Astrophytum

Highlights

  • Astrophytum (แอสโตรไฟตัม) มาจากภาษากรีซ แปลว่า พืชดาว จัดอยู่ในวงศ์ (family) CACTACEAE มีถิ่นกำเนิดแถบตอนกลาง ตอนเหนือ ตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศเม็กซิโก และแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

  • การปลูกเลี้ยง Astrophytum นิยมปลูกลงกระถาง ภายในโรงเรือนเพื่อควบคุมปริมาณแสง และปริมาณน้ำฝน

  • การขยายพันธุ์สามารถทำได้โดยการเพาะเมล็ด การปักชำ และการต่อยอด

  • โรคและแมลงที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อรา เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย หอยทากและหนู เป็นต้น

Astrophytum (แอสโตรไฟตัม) มาจากภาษากรีซ แปลว่า พืชดาว จัดอยู่ในวงศ์ (family) CACTACEAE มีถิ่นกำเนิดแถบตอนกลาง ตอนเหนือ ตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศเม็กซิโก และแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ลำต้น มีลักษณะทรงกลม ทรงกลมเว้านูน หรือทรงกระบอก (รูปที่ 1 – 2) บางชนิดมีความสูงได้ถึง 1 เมตร บางชนิดมีปุยหรือเกล็ดสีขาวปกคลุม สันต้นโดยปกติจะมี 8 สัน แต่อาจพบได้ตั้งแต่ 5 – 12 สัน (รูปที่ 3) ตุ่มหนามเป็นปุยสีขาวคล้ายสำลี อาจมีหรือไม่มีหนาม ดอก รูปกรวย เกิดบริเวณตรงกลางด้านบนของต้น ส่วนมากมีสีเหลือง แต่อาจพบสีอื่นๆ ได้ เช่น สีส้ม หรือสีแดง เป็นต้น (รูปที่ 4) ผล เป็นทรงกลม บางชนิดผลมีหนามปกคลุม เมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลอมดำ อยู่ภายในผลหรือฝัก (รูปที่ 5)

 รูปที่ 1 ลักษณะทรงต้นของ Astrophytum

รูปที่ 2 ลักษณะภาพตัดภายในของลำต้น Astrophytum

   

รูปที่ 3 ลักษณะจำนวนสันหรือพูของ Astrophytum

 

รูปที่ 4 ลักษณะดอกของ Astrophytum

 

รูปที่ 5 ลักษณะฝักและเมล็ดของ Astrophytum

 

ตัวอย่างสกุล Astrophytum

Astrophytum asterias (Zucc.) Lem

 

Astrophytum asterias “Super Kabuto”

 

Astrophytum asterias cv. Superkabuto “V type”

 

Astrophytum asterias cv. Superkabuto “Star shape type”

 

Astrophytum asterias “Nudum”

 

Astrophytum asterias cv. Nudum Ooibo

 

Astrophytum asterias “Kikko”

 

Astrophytum asterias (Zucc.) Lem variegata

 

Astrophytum asterias cv. Shinshowa

 

Astrophytum capricorne (A. Dietr.) Britt. & Rose

 

Astrophytum myriostigma Lem.

 

Astrophytum caput-medusae (Velazco & Nevarez) D. Hunt comb.nov.

การปลูก

          การปลูกเลี้ยง Astrophytum นิยมปลูกลงกระถาง ภายในโรงเรือนเพื่อควบคุมปริมาณแสง และปริมาณน้ำฝน โดยควรเลือกขนาดกระถางให้เหมาะสมกับขนาดของต้น อาจใช้เป็นกระถางดินเผาหรือกระถางพลาสติกก็ได้ ในระยะต้นกล้ามีขนาดเล็กใช้กระถางขนาด 1 – 2 นิ้ว โดยสังเกตจากความเหมาะสมระหว่างกระถางกับขนาดของต้น หรืออาจใช้วิธีวัดจากขอบกระถางถึงต้นควรห่างประมาณ 1 – 2 นิ้ว เมื่อต้นกล้าโตขึ้นเปลี่ยนใช้กระถางขนาด 3 – 12 นิ้ว ตามความเหมาะสม การเปลี่ยนกระถางจะช่วยให้ต้นมีการเจริญเติบโตที่ดี แต่ไม่ควรเลือกกระถางที่มีขนาดใหญ่เกินไป เนื่องจากจะทำให้ต้นโตช้า เพราะวัสดุปลูกอุ้มน้ำไว้มาก และบางครั้งรากอาจเน่าตายได้ การปลูกควรใส่วัสดุปลูกพวกกาบมะพร้าวสับ หรือถ่าน หรืออิฐทุบรองก้นกระถางก่อน เพื่อช่วยการระบายน้ำและการถ่ายเทของอากาศ แล้วจึงเติมส่วนผสมของวัสดุปลูกจนเต็มกระถาง จากนั้นจึงโรยหน้าดินด้วยหินขนาดเล็ก หรือทรายหยาบ ให้ทั่วเพื่อความสวยงาม และป้องกันดินกระเด็นเลอะต้นเวลารดน้ำ

วัสดุปลูก

ถึงแม้ว่า Astrophytum จะจัดเป็นพืชทะเลทราย แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้ทรายเพียงอย่างเดียวเป็นวัสดุปลูกได้ เนื่องจากทรายนั้นมีธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยวัสดุปลูกที่เหมาะสมควรมีธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์ โปร่ง ร่วน ระบายน้ำได้ดี ส่วนผสมของวัสดุปลูก เช่น ดินร่วน ทรายหยาบ หินภูเขาไฟ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2 : 2 : 1 : 1 หรือ ดินร่วน ทรายหยาบ เพอร์ไลท์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2 : 2 : 1 : 1 เป็นต้น

โรงเรือน

สิ่งสำคัญในการปลูก Astrophytum คือ ต้องได้รับแสงและน้ำ ในปริมาณที่เหมาะสม การสร้างโรงเรือนสามารถควบคุมปริมาณแสงและป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปโรงเรือนนั้นมุงหลังคาด้วยพลาสติกใส และพรางแสงด้วยตาข่ายพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าในธรรมชาติจะได้รับแสงโดยตรง แต่การปลูกเพื่อความสวยงามนั้นจะต้องมีการพรางแสง เพื่อความสวยงามของผิวของลำต้น ควรมีชั้นวางสูงจากพื้นพอประมาณเพื่อให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ ขนาดของโรงเรือนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ (รูปที่ 6)

รูปที่ 6 การปลูกต้นแม่พันธุ์ Astrophytum ภายในโรงเรือน

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดจากผลที่สุกเต็มที่ การเพาะเมล็ดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ได้ปริมาณครั้งละมากๆ และต้นที่ได้มีความหลากหลาย การเพาะเมล็ดเริ่มจากการนำเมล็ดที่ได้จากผลสุกมาพึ่งให้แห้งในที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเท จากนั้นโรยเมล็ดลงภาชนะปลูก เช่น กระบะ กระถาง ที่ใส่เครื่องปลูกไว้แล้ว รดน้ำให้ชุ่ม นำกระถางใส่ในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่นเพื่อรักษาความชื้น ภายใน 1 สัปดาห์เมล็ดจะงอกเป็นต้นอ่อน ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 เดือน จึงค่อยๆ เปิดปากถุงออกเพื่อให้ต้นอ่อนปรับสภาพ เมื่อต้นอ่อนตั้งตัวดีแล้วจึงนำกระถางออกจากถุงพลาสติก รดน้ำได้ตามปกติ เมื่อต้นอ่อนเจริญเติบโตทำการแยกปลูกลงกระถางใหม่  (รูปที่ 7 – 8)

รูปที่ 7 ลักษณะการเพาะเมล็ดและต้นอ่อนที่ได้จากการเพาะเมล็ด

 

รูปที่ 8 การอนุบาลต้นอ่อนภายในโรงเรือน

การขยายพันธุ์โดยการปักชำ

          บางครั้งอาจพบว่า Astrophytum เกิดหน่อเล็กๆ ออกมา ทำการแยกโดยนำมีดสะอาดและคม มาตัดแยกหน่อออกจากต้นแม่ ผึ่งให้แห้ง จากนั้นปลูกลงในกระถางหรือรวมกันในกระบะ และเมื่อหน่อเกิดรากดีแล้วสามารถปลูกเลี้ยงได้ตามปกติ (รูปที่ 9)

รูปที่ 9 ลักษณะหน่อที่สามารถแยกปลูกได้ และหน่อที่เกิดรากหลังการปักชำ

การขยายพันธุ์โดยการต่อยอด

นิยมใช้กับต้นที่มีลักษณะด่างเนื่องจากต้นเหล่านี้มีปริมาณคลอโรฟิลล์ในสังเคราะห์แสงน้อย หรืออาจใช้การต่อยอดเพื่อต้องการให้ต้นมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น หรือร่นระยะเวลาการออกดอกให้เร็วขึ้น ต้นตอที่มักนิยมใช้ในการต่อยอด เช่น สกุล  Myrtillocatus, Cereus หรือ Trichocereus เป็นต้น วิธีการต่อยอดทำโดยใช้มีดที่คม และสะอาดปาดส่วนยอดของต้นตอ (stock) และปาดส่วนโคนของต้นพันธุ์ที่จะนำมาต่อ (scion) โดยรอยตัดจะต้องเรียบสม่ำเสมอ ไม่ซ้ำ ต้นตออาจจะปาดด้านข้างเป็นมุมเฉียง 45 องศา เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บกักความชื้น หรือมีน้ำค้างอยู่บริเวณรอยตัด เส้นผ่าศูนย์กลางรอยตัดระหว่างต้นตอกับต้นพันธุ์ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน นำส่วนของต้นพันธุ์วางทับลงบนรอยตัดของต้นตอ จากนั้นยึดด้วยเส้นด้าย หรือเทปใส นำกระถางไปวางไว้ในที่ร่ม ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นตอและต้นพันธุ์จะติดกันสนิท แล้วจึงแกะเส้นด้าย หรือเทปใสออก นำออกมาปลูกเลี้ยงได้ตามปกติ (รูปที่ 10)

รูปที่ 10 ลักษณะต้นที่ทำการต่อยอด

 การดูแลรักษา

แสง แสงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการเจริญเติบโต ช่วงแสงที่เหมาะสมนั้นควรเป็นช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายที่แดดไม่ร้อนจนเกินไป หากได้รับแสงที่เหมาะสม จะทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี และดอกก็จะผลิบาน แต่ถ้าแสงน้อยลำต้นก็จะยืดยาว และไม่สามารถออกดอกได้ แต่ถ้าแสงมากเกินไปก็จะทำให้ต้นเป็นรอยไหม้ได้ ดังนั้นอาจพรางแสงให้โรงเรือน หรือสถานที่ปลูกเลี้ยง

การให้น้ำ

ในการปลูกเลี้ยง Astrophytum น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากการให้น้ำที่มากเกินไปจะส่งผลให้เกิดรากเน่าและตาย แต่ถ้าขาดน้ำนานเกินไปก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโต ลำต้นเหี่ยวย่นได้ วิธีการให้น้ำขึ้นอยู่กับวัสดุปลูก ว่าอุ้มน้ำได้มากน้อยเพียงไร แต่โดยปกติทั่วไปแล้วจะทำการรดน้ำทุกๆ 5 – 7 วันครั้ง โดยอาจจะสังเกตจากวัสดุปลูกภายในกระถางว่าแห้งมากเกินไปแล้วหรือไม่ หรืออาจจะใช้วิธียกกระถางดูว่ากระถางมีน้ำหนักเบาผิดปกติหรือไม่ 

การให้ปุ๋ย

          ส่วนมากนิยมใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพราะมีสูตรให้เลือกหลากหลาย และมีหลายประเภท ทั้งปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ ปุ๋ยละลายช้า 3 เดือน 6 เดือน และปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้เหมือนกับปุ๋ยไม้ดอกทั่วๆ ไป เช่น 16 – 16 – 16, 21 – 21 – 21 หรือ 16 – 21 – 27 เป็นต้น ส่วนปริมาณการใช้นั้นขึ้นอยู่กับขนาดต้น และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในการปลูก หรืออาจปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต

โรคและแมลง

เชื้อรา มักพบอาการในช่วงฤดูฝนที่มีอาการชื้น โดยมีลักษณะเป็นรอยซ้ำเน่าเละ กำจัดโดยการตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง ทาด้วยค๊อปเปอร์ซัลเฟตหรือยากำจัดเชื้อราให้ทั่วบริเวณแผล (รูปที่ 11)

รูปที่ 11 ลักษณะลำต้นเน่าเละ

เพลี้ยแป้ง เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด มีลักษณะคล้ายปุยสำลีสีขาว โดยปกติจะรวมกันอยู่ในพื้นที่ยากจะค้นหา เช่น รอบๆ ฐานของตุ่มหนาม ซอกหนาม โคนต้น และราก เป็นผลทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หรืออาจหงิกงอ เหี่ยวแห้ง จนถึงตายได้ ป้องกันกำจัดด้วยยาประเภทดูดซึม เช่น มาลาไทออน (Malathion) หรือไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) ถ้ายังพบการระบาดฉีดพ่นซ้ำทุกๆ 7 วัน (รูปที่ 12)

รูปที่ 12 ลักษณะเพลี้ยแป้ง

เพลี้ยอ่อน ลำตัวเป็นสีเขียวคล้ำ อ่อนนุ่ม อาศัยอยู่ตามตาดอก เป็นผลทำให้การเจริญเติบโตผิดรูปร่างไป ป้องกันกำจัดด้วยสารละลายนิโคตินซัลเฟต (Nicotine Sulphate)

เพลี้ยหอย ลำตัวเป็นสีน้ำตาล รูปร่างคล้ายหัวเข็มหมุด แข็งเหมือนเปลือกหอย เป็นผลทำให้การเจริญเติบโตผิดรูปร่างไป หากพบน้อยให้ทำการแคะออก ถ้าพบการระบาดให้ ป้องกันกำจัดด้วยยาประเภทดูดซึม เช่น มาลาไทออน (Malathion)

หอยทากและหนู เป็นศัตรูที่สามารถก่อปัญหาได้เช่นกัน โดยทั่วไปจะเกิดเป็นรอยกัดแทะที่บริเวณลำต้น ป้องกันโดยหมั่นตรวจสอบความสะอาดบริเวณโดยรอบสถานที่ปลูกเลี้ยงเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู หากพบเห็นหอยทากให้ทำการเก็บและนำไปกำจัด (รูปที่ 13)

รูปที่ 13 ลักษณะลำต้นโดนกัดแทะ

 อาการผิดปกติที่เกิดจากการปลูกเลี้ยง

  1. ลำต้นมีลักษณะยืดยาวไม่ตรงตามสายพันธุ์ สาเหตุเกิดจากการได้รับแสงสว่างไม่เพียงพอ แก้ไขโดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกเลี้ยง เพื่อให้ต้นได้รับแสงเกือบตลอดทั้งวัน
  2. ลำต้นเป็นรอยย่น นอกจากสาเหตุเพลี้ยแป้งที่รากแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งคือเกิดจากการให้น้ำไม่เพียงพอ หรือจากสาเหตุการพัฒนาของต้นที่มีอายุมากขึ้น สำหรับการให้น้ำไม่เพียงพอนั้น แก้ไขโดยหมั่นตรวจดูเครื่องปลูกว่าแห้งเกินไปแล้วหรือไม่ ซึ่งถ้าแห้งเกินไปให้ทำการรดน้ำทันที (รูปที่ 14)

รูปที่ 14 รอยย่นที่เกิดจากการขาดน้ำ

  1. ลำต้นเป็นรอยไหม้ สาเหตุเกิดจากการได้รับความร้อนที่มากเกินไป แก้ไขโดยทำการพรางแสง (รูปที่ 15)

รูปที่ 15 รอยไหม้เกิดจากได้รับความร้อนมากเกินไป

  1. ลำต้นปริแตก สาเหตุเกิดจากการได้รับน้ำและปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไป แก้ไข้โดยให้น้ำและปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม (รูปที่ 16)

รูปที่ 16 โคนต้นปริแตกจากการได้รับน้ำมากเกินไป

  1. ลำต้นไม่เจริญเติบโต สาเหตุเกิดจากการให้น้ำมากเกินไป หรือเครื่องปลูกแน่น แก้ไขโดยการให้น้ำน้อยลง เปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่ ถ้าพบรากเน่าทำการตัดแต่งส่วนที่เน่าทิ้ง

ในปัจจุบันนี้ Astrophytum เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยง เนื่องจาก Astrophytum มีรูปทรงและสีสันที่สวยงาม บางชนิดไม่มีหนาม ใช้พื้นที่ในการปลูกเลี้ยงไม่มากนัก มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดก็สามารถปลูกได้ ดูแลรักษาน้อย จึงมีความเหมาะสมกับสังคมเมืองในยุคปัจจุบัน อีกทั้งหากปลูกเลี้ยงจนเกิดความชำนาญยังสามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้อีกทางหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

จิรายุพิน จันทรประสงค์ และวชิรพงศ์ หวลบุตตา.  2538.  แคคตัส: ไม้ดอกไม้ประดับ.  กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด.

Mauseth, J. D.,  R. Kiesling and C. Ostolaza.  2002.  A Cactus Odyssey: Journeys in the wilds of Bolivia, Peru and Argentina.  U.S.A; Timber Press, Inc.  306 p.

Shewell – Cooper, W.E.,  and T.C. Rochford.  Cacti as House Plants: Flowers of the Desert in your Home.  London; Butler & Tanner Ltd. 152 p.  

Author


นายอดิศักดิ์ การพึ่งตน
นักวิชาการเกษตร
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

การปลูกข้าวโพดหวานฝักสด 2 สี

Highlights

  • ข้าวโพด 2 สี ฝักมีเมล็ดสีเหลืองสลับขาว มีความหวานและนุ่มไม่ติดฟัน ความหวานประมาณ 14 – 17 องศาบริกซ์ ปลูกได้ตลอดทั้งปี สำหรับเขตชลประทาน

  • การปลูกข้าวโพดหวาน ทำได้ 2 แบบ คือ แบบย้ายกล้า และแบบหยอดเมล็ด

  • การเก็บเกี่ยวจะสังเกตที่เส้นไหมจะเริ่มแห้งเป็นสีน้ำตาลนับจากอายุวันออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ 18-20 วัน สุ่มตัวอย่างบีบเมล็ดส่วนปลายจะมีน้ำสีขาวขุ่น โดยการสุ่มตัวอย่างหลาย ๆ จุดทั้งแปลง

1) ข้อมูลการผลิต

พันธุ์ลูกผสม      MJU. No. 0640 F1

ลักษณะทั่วไป     ฝักมีเมล็ด 2 สี   สีเหลืองสลับขาว  มีความหวานและนุ่มไม่ติดฟัน

                            ความหวานประมาณ 14 – 17 องศาบริกซ์ 

ฤดูปลูก              ปลูกได้ตลอดทั้งปี  สำหรับเขตชลประทาน

                            (ฤดูที่เหมาะสม ได้แก่ ฤดูปลายฝน ฤดูฝน และฤดูแล้ง ตามลำดับ)

ความเป็นกรดและด่างของดิน       pH  6.0 – 6.5

ชนิดของดิน       ร่วนปนทรายหรือดินร่วน   ดินระบายค่อนข้างดี

อายุการเก็บเกี่ยว       ฤดูแล้งและฤดูฝน 60 – 65 วัน

                                    ฤดูปลายฝนหรือฤดูหนาว  65 -70 วัน

2) การเตรียมแปลง

  1. การเตรียมดินให้ใช้ไถด้วยผาน 3 ลึก 20- 30 ซม. 1 ครั้ง ตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรด้วยผาน 7 อีก 1 ครั้ง หรืออาจจะใช้จอบหมุนปั่นดิน 1-2 ครั้ง การเตรียมดินขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
  2. การยกร่องแปลงปลูกในกรณีที่ปลูกข้าวโพดในเขตชลประทาน
  • แถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 25 เซนติเมตร
  • แถวคู่ ระยะห่างระหว่างร่อง 110 – 120 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร

ภาพที่ 1-3 วิธีการเตรียมแปลงปลูกข้าวโพด การพรวนดิน การทำเปิดร่องใส่ปุ๋ยก่อนปลูกและการยกร่องปลูก

3) การปลูกข้าวโพดหวาน

3.1  แบบย้ายกล้า

  1. การเพาะกล้าในถาดเพาะขนาด 104 หลุมต่อถาด โดยใช้วัสดุเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ  2  ใบ  จึงย้ายปลูก
  2. การย้ายกล้าควรปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงก่อนและรดน้ำในหลุมให้เปียก
  3. ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช (ยาคลุมหญ้า) ก่อนย้ายกล้า

ภาพที่ 4-6  การเพาะกล้าปลูกข้าวโพดหวานและต้นกล้าที่พร้อมย้ายปลูก

 3.2  แบบหยอดเมล็ด

  1. การคลุกเมล็ดด้วยสารเคมี ไดเมธโธมอร์ฟ (ฟอรัม) เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง อัตรา 7-14 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม
  2. การหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด/หลุม กลบดิน 1-2 เซนติเมตร  แล้วถอนแยกให้เหลือ 1  ต้นต่อหลุม
  3. การฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช (ยาคลุมหญ้า) อะทราซีน 90 % ผสมกับ อะลาคลอร์ ควรฉีดพ่นในขณะดินเปียกก่อนเมล็ดงอก

ภาพที่ 7-9  วิธีการปลูกข้าวโพดหวาน  การปลูกแบบหยอดเมล็ด  และการปลูกแบบย้ายกล้า

4) การใส่ปุ๋ย

4.1 แบบย้ายกล้า

  1. การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 หลังย้ายกล้าได้ 7 วัน โดยใช้ปุ๋ยสูตร 46–0–0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับสูตร 15–15-15  อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการละลายในน้ำ 200 ลิตร รดบริเวณข้างโคนต้นหรือใช้วิธีการหยอดที่โคนต้น
  2. การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หลังย้ายกล้าได้ 14 วัน ใช้ปุ๋ยสูตรเดี่ยวกันกับครั้งที่ 1
  3. การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 หลังย้ายกล้าได้ 21 วัน ใช้ปุ๋ยสูตรเดี่ยวกันกับครั้งที่ 1
  4. การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 4 หลังย้ายกล้า 28 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับสูตร 15-15-15  อัตรา  20  กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมทั้งกำจัดวัชพืชและทำการคลุมโคน
  5. การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 5 สูตร 13-13-21  อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ (ช่วงข้าวโพดติดฝัก)

4.2 แบบหยอดเมล็ด

  1. การใส่ครั้งที่ 1 รองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ 
  2. การใส่ครั้งที่ 2 สูตร 46-0-0 อัตรา  30  กิโลกรัมต่อไร่ (ข้าวโพดมีอายุ  25-30 วัน)
  3. การใส่ครั้งที่ 3 สูตร 13-13-21 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ (ช่วงข้าวโพดติดฝัก)

ภาพที่ 10-12  วิธีการให้น้ำแบบต่าง ๆ แบบปล่อยเข้าร่อง แบบสายน้ำพุ่ง และแบบน้ำหยด

5) การดูแลรักษา

  1. ให้น้ำทุก 5-7 วันต่อครั้ง
  2. พ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรู เมื่อข้าวโพดอายุได้ 14, 21 และ 28 วัน
  3. เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30-40 วัน ต้นจะมีการแตกแขนงหน่อข้างลำต้นให้เด็ดออก และเมื่อข้าวโพดติดฝักควรเด็ดฝักให้เหลือฝักบนเพียง 1 ฝัก และควรตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจมีการเข้าทำลายของโรคราสนิม โรคใบไหม้แผลใหญ่ และหนอนเจาะลำต้นและฝักข้าวโพด

ภาพที่ 13-15  การใส่ปุ๋ยข้าวโพดหวาน และพูนดินกลบโคน

ภาพที่ 16-18  การเด็ดหน่อแขนงออก  และการเด็ดฝักที่สองทิ้ง

6) การเก็บเกี่ยว

  1. การเก็บเกี่ยวโดยสังเกตดูเส้นไหมจะเริ่มแห้งเป็นสีน้ำตาลนับจากอายุวันออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ 18-20 วัน สุ่มตัวอย่างบีบเมล็ดส่วนปลายจะมีน้ำสีขาวขุ่น ควรมีการสุ่มตัวอย่างหลาย ๆ จุดทั้งแปลง

ภาพที่ 19-21  การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดหวาน

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของข้าวโพด

 โรคราน้ำค้าง

โรคใบไหม้แผลเล็ก

โรคใบไหม้แผลใหญ่

โรคราสนิม

โรคลำต้นเน่า

เพลี้ยอ่อน

หนอนเจาะลำต้น

หนอนเจาะฝักข้าวโพด

หนอนกระทู้ลายจุด

7) คำแนะนำการใช้สารเคมีและสารชีวภัณฑ์สำหรับป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าวโพดที่สำคัญ 

ชื่อโรค

อาการของข้าวโพด

สาเหตุของการ
แพร่กระจาย

การป้องกันกำจัด

1.  โรคราน้ำค้าง

ทางลายสีขาวบนใบเกิดขึ้นได้ในระยะต้นอ่อนและระยะกล้า

ใบข้าวโพดที่เป็นโรค

พืชอาศัย

 

ใช้ไดเมทโธมอร์ฟ (ฟอรัม) คลุกเมล็ด  7-14  กรัมต่อน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม  หรือ  20  กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทุก 5-7 วัน 2-3  ครั้ง  กำจัดต้นที่เป็นโรคทิ้งออกจากแปลงและพืชอาศัย

2.  โรคใบไหม้แผลเล็ก

 

รอยแผลไหม้บนใบ

ขนานกับเส้นใบ  อาจกลายเป็นแผลใหญ่

 

เชื้อติดไปกับเมล็ด 

ตกค้างในดิน

หรือปลิวไปตามลม

 

ใช้สารเคมี เช่น โพรพิโคนาโซล+ไดฟิโนโคนาโซล  (อามูเร 300 อีซี) 20  ซีซี / น้ำ 20  ลิตร

3.  โรคใบไหม้แผลใหญ่

 

รอยแผลขนาดใหญ่เกิด

กับใบล่างๆก่อน

 

เชื้อแพร่กระจายโดยลม หรือติดไปกับเศษซากพืช

 

หลีกเลี่ยงการปลูกในแหล่งที่โรคระบาด กำจัดเศษซากพืช

หรือใช้สารเคมี เช่นเดียวกับโรคใบไหม้แผลเล็ก

4.  โรคราสนิม

 

มีตุ่มแผล (pustule) ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ แผลเป็นสีสนิม

 

เชื้อติดไปกับใบพืชและลม

 

ใช้สารเคมีไดฟิโนโคนาโซล20  ซีซี / น้ำ 20  ลิตร (สกอร์ 25% EC)  20  ซีซี / น้ำ 20  ลิตร

5.  เพลี้ยอ่อน

 

 

 

อิมิตาโครปิค (คอนฟิดอร์ 10% SL) 10 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร

6.  เพลี้ยไฟ

 

 

 

อิมิตาโครปิค (คอนฟิดอร์ 10% SL) 30 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร

7. หนอนเจาะลำต้น

 

 

 

เชื้อแบคทีเรีย (เชื้อ  Bt) 60-100 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร

8. หนอนเจาะฝัก

 

 

 

methomyl 90% WP ในอัตรา 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก ๆ 7 วัน ประมาณ  2-3 ครั้ง

9. หนอนกระทู้ลายจุด

 

 

สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC  อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 

การป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ลายจุด

ระยะไข่และหนอนที่เพิ่งฟัก

  1. สำรวจแปลงข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ข้าวโพดงอกจนถึงอายุ  40  วัน  เพื่อเก็บกลุ่มไข่และหนอนที่เพิ่งฟักออกจากไข่ทำลายทิ้ง
  2. แตนเบียนไข่  Trichogramma  spp. หรือ  แมลงหางหนีบ

ระยะหนอน

การใช้สารเคมี

  1. สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร (สารในกลุ่ม 5) หรือ
  2. สารคลอแรนทรานิลิโพรล (chlorantraniliprole) 5.17%SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20%WG อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟลูเบนไดอะไมด์ 20%WG 6 กรัม/20 ลิตร (สารในกลุ่ม 28)
  3. สารคลอร์ฟินาเพอร์ (chlorfenapyr) 10%SC อัตรา 30 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (สารในกลุ่ม 13) หรือ
  4. สารอินดอกซาคาร์บ (indoxacarb) 15%SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร (สารในกลุ่ม 22)

          –  พ่นสารฆ่าแมลงทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-4 ครั้ง และต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน (1 วงรอบชีวิต) เพื่อลดความต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

          –  ควรพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนอนออกจากที่หลบซ่อน

          –  สำหรับข้าวโพดอายุ  30  วันขึ้นไป  หนอนที่เริ่มโตเจาะเข้าไปอยู่ในยอด ให้พ่นสารฆ่าแมลงเข้าไปในกรวยใบ

การใช้ชีววิธี

  1. ใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทูริงเจนซิส (Bt) สายพันธุ์ไอซาไว หรือสายพันธุ์เคอร์สตากี้ อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน เมื่อพบการระบาด
  2. ใช้แมลงตัวห้ำ เช่น มวนพิมาต และมวนเพชฌฆาต
  3. ใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยฉีดพ่น

ระยะดักแด้

1. ไถพลิกดินและไถพรวน เพื่อกำจัดดักแด้ที่อยู่ในดิน

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มงานเฝ้าระวังศัตรูพืชกักกัน กลุ่มวิจัยการกักกันพืช
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
50 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร 025798516

Author

นายเสกสรร สงจันทึก
นักวิชาการเกษตร
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

Article

การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2560-2561

Highlights

  • มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทำการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี แยกตามวุฒิการศึกษา จำนวน 78 หลักสูตร
  • ในปีการศึกษา 2560 – 2561  มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 3,659 คน

       การดำเนินงานและการจัดการศึกษาจำเป็นต้องมีแนวปฏิบัติที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่มารับบริการ แนวทางที่มีมาตรฐาน จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการวิเคราะห์แผนดำเนินงานการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีระบบและเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อให้บรรลุผลตามแผนและพันธกิจที่วางไว้

       มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทำการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี แยกตามวุฒิการศึกษา จำนวน 78 หลักสูตร ได้แก่ วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) ศิลปศาสตรบัณฑิต (ศ.บ.) บริหารธุรกิจบัณฑิต (บธ.บ.) บัญชีบัณฑิต (บช.บ.) เศรษฐศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) เทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (ภส.ถ.บ.) สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (สถ.บ.) วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วศ.บ.) รัฐศาสตรบัณฑิต (ร.บ.) และรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รป.บ.) โดยในปีการศึกษา 2560 – 2561 มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 3,659 คน

       ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินการรับนักศึกษา ปีการศึกษา 2556 หลักสูตร 5 ปี ปีการศึกษา 2557 หลักสูตร 4 ปี และปีการศึกษา 2559 หลักสูตร 4 ปีเทียบเข้าเรียน รวมจำนวน 4,943 คน คิดเป็นร้อยละ 95.60 จากจำนวนตามแผน 5,170 คน ผลการรับนักศึกษาจาก ร้อยละของการรับนักศึกษาดังกล่าว เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานในการดำเนินงาน ซึ่งกำหนดให้ร้อยละ 80 เป็นผลสำเร็จที่เป็นตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นไปตามแผนการศึกษาที่หลักสูตรกำหนด

       ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 นักศึกษาหลักสูตร 5 ปี รหัส 56 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 93.10 ชั้นปีที่ 3 จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 91.37 ชั้นปีที่ 4 จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 91.37 และชั้นปีที่ 5 จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 91.37 จากจำนวนรับนักศึกษา จำนวน 58 คน

       หลักสูตร 4 ปี รหัส 57 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 3,624 คน คิดเป็นร้อยละ 84.99 ชั้นปีที่ 3 จำนวน 3,542 คน คิดเป็นร้อยละ 83.06 และชั้นปีที่ 4 จำนวน 3,499 คน คิดเป็นร้อยละ 82.05 จากจำนวนรับนักศึกษา จำนวน 4,264 คน

       หลักสูตร 4 ปีเทียบเข้าเรียน รหัส 59 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 554 คน คิดเป็นร้อยละ 88.92 จากจำนวนรับนักศึกษา 623 คน

       ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีนักศึกษาจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษา 4,106 คน คิดเป็นร้อยละ 83.03 นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษา 3,595 คน คิดเป็นร้อยละ 72.69 นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีจำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษา 3,678 คน คิดเป็นร้อยละ 74.37 จำนวนนักศึกษารับเข้าทั้งหมด 4,945 คน

       ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 นักศึกษาหลักสูตร 5 ปี รหัส 56 มีจำนวนการสำเร็จการศึกษา จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 82.75 จากจำนวนนักศึกษารับ 58 คน และคิดเป็นร้อยละ 88.88 จากจำนวนนักศึกษาชั้นปีที่ 2

       นักศึกษาหลักสูตร 4 ปี รหัส 57 มีจำนวนการสำเร็จการศึกษา จำนวน 3,182 คน คิดเป็นร้อยละ 64.10 จากจำนวนนักศึกษารับ 4,964 คน และคิดเป็นร้อยละ 87.80 จากจำนวนนักศึกษา ชั้นปีที่ 2

       นักศึกษาหลักสูตร 4 ปีเทียบเข้าเรียน รหัส 59 มีจำนวนการสำเร็จการศึกษา จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 82.75 จากจำนวนนักศึกษารับ 58 คน และคิดเป็นร้อยละ 88.88 จากจำนวนนักศึกษาชั้นปีที่ 2

       ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีจำนวนการสำเร็จการศึกษา จำนวน 3,659 คน คิดเป็นร้อยละ 74.02 จากจำนวนนักศึกษารับเข้า 4,943 คน และคิดเป็นร้อยละ 86.46 จากจำนวนนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ผลการสำเร็จการศึกษาดังกล่าว พบว่า การคำนวณร้อยละจากนักศึกษารับเข้าร้อยละจะแตกต่างจากการคำนวณร้อยละจากจำนวนนักศึกษาคงสภาพการเป็นนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 ซึ่งในความเป็นจริงช่วงการเข้าศึกษาของนักศึกษาในปีการศึกษาแรกยังคงมีการเคลื่อนย้ายของนักศึกษาที่สามารถสอบได้สถาบันการศึกษาอื่น

       ดังนั้น การคำนวณร้อยละจากจำนวนนักศึกษาคงสภาพการเป็นนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 ควรนำมาปรับใช้เพื่อให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงของนักศึกษาในปีการศึกษาแรก ทั้งนี้ หากคำนวณร้อยละความสำเร็จการศึกษาจากจำนวนนักศึกษาคงสภาพการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จะทำให้การสำเร็จการศึกษาของเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานในการดำเนินงาน ซึ่งกำหนดให้ร้อยละ 80 เป็นผลสำเร็จที่เป็นตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นไปตามแผนการศึกษาที่หลักสูตรกำหนด

การสำเร็จการศึกษาตามรอบการเสนอขออนุมัติการสำเร็จการศึกษา

          มหาวิทยาลัยแม่โจ้กำหนดรอบการสำเร็จการศึกษา สำหรับนักศึกษาหลักสูตร 5 ปี รหัส 56 นักศึกษาหลักสูตร 4 ปี รหัส 57 และนักศึกษาหลักสูตร 4 ปีเทียบเข้าเรียน รหัส 59 ซึ่งกำหนดตามรอบปฏิทินการศึกษาในภาพรวมผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560 -2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้จำนวนการสำเร็จการศึกษารอบหลักสูตร ปีการศึกษา 2560 จำนวน 3,240 คน  คิดเป็นร้อยละ 86.19 และสำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2561 จำนวน 519 คน คิดเป็นร้อยละ 13.81 จากจำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 3,759 คน

       นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560-2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินการรับนักศึกษา ปีการศึกษา 2556 หลักสูตร 5 ปี ปีการศึกษา 2557 หลักสูตร 4 ปี และปีการศึกษา 2559 หลักสูตร 4 ปีเทียบเข้าเรียน รวมจำนวน 4,943 คน คิดเป็นร้อยละ 95.60 จากจำนวนตามแผน 5,170 คน

       ผลการดำเนินประจำปีการศึกษา 2560 -2561 พบว่าผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2560 -2561 จำนวนนักศึกษารับเข้า 4,943 คน ทั้งนี้ มีนักศึกษาปีที่ 4 จำนวนการคงสภาพการเป็นนักศึกษา 4,106 คน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 3,595 คน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 3,678 คน และนักศึกษาสำเร็จการศึกษา จำนวน 3,659 คน ตามรอบการสำเร็จการศึกษาเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนักศึกษาสำเร็จปีการศึกษา 2560 จำนวน 3,240 คน และปีการศึกษา 2561 จำนวน 519 คน

       จากการวิเคราะห์จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2560 – 2561 มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. ผลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงผลการศึกษาเบื้องต้น ที่อาจจะนำไปใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการพิจารณาการจัดสรรอัตรากำลังบุคลากร งบประมาณในการบริหารจัดการในด้านการเตรียมการงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และนำไปประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ
  2. ควรทำการวิเคราะห์จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
  3. ควรทำการวิเคราะห์จำนวนผู้สำเร็จการศึกษา กับจำนวนนักศึกษาที่ยังคงสภาพการเป็นนักศึกษา เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายการรับนักศึกษาในแต่ละปี
  4. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดทำหลักสูตรโดยกำหนดระยะเวลาในการศึกษาไว้ แต่ในทางปฏิบัติจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาตามแผนการศึกษาที่หลักสูตรกำหนดในบางหลักสูตร/คณะ ไม่เป็นไปตามที่หลักสูตรกำหนด ดังนั้นควรทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของนักศึกษาที่ไม่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าว
เอกสารอ้างอิง

ชนะภัย สวัสดิพงษ์. 2546. ปัจจัยที่มีผลต่อการสําเร็จการศึกษาของนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคสันกําแพง.วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

นันทนา  รัตนอาภา. 2526. ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการสำเร็จการศึกษาตามกำหนดเวลาและหลังกำหนดเวลา ของหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ข้อบังคับนักศึกษา. [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา http://www.education.mju.ac.th/www/fileDownload.aspx?ID=12 :  (10 ธันวาคม 2561).

มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะกรรมการดำเนินงานวิจัย. 2556.ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาตรีของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี พ.ศ. 2556. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ลลิดา สาสาย. 2550. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสําเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

Author

นายสุพจน์ บุญเรือง
นักวิชาการศึกษา
สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เกษตรกรรม

ศิษย์เก่าแม่โจ้ เลี้ยงไก่แปลก สร้างรายได้ดีที่สุโขทัย

Highlights

  • คุณสุธน สังข์จันทร์ เลี้ยงไก่สายพันธุ์แปลก สายพันธุ์ต่างประเทศไว้หลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไก่ตีนโต, ไก่ดำอินโดนีเซีย, ไก่มินิโคชิน เป็นต้น
  • ไก่สายพันธุ์แปลกเหล่านี้ เป็นไก่สวยงาม มีความโดดเด่นด้านความสวยงาม เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว เป็นไก่ที่มีความต้องการสูงในกลุ่มผู้ที่นิยมสะสมสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

         

ภาพที่ 1 คุณสุธน สังข์จันทร์ อุ้มไก่ตีนโต

        คุณสุธน สังข์จันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ 14 ต.ไกรใน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย จบการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพืชสวนประดับ มหาวิทยาลับแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันได้เลี้ยงไก่สายพันธุ์แปลก สายพันธุ์ต่างประเทศไว้หลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไก่ตีนโต, ไก่ดำอินโดนีเซีย, ไก่มินิโคชิน ฯลฯ ซึ่งไก่สายพันธุ์เหล่านี้ได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงเป็นไก่สวยงาม มีความโดดเด่นด้านความสวยงาม เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว เป็นไก่ที่มีความต้องการสูงในกลุ่มผู้ที่นิยมสะสมสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ไก่ตีนโต หรือ ไก่ดองต่าว (Dong Tao)
       ไก่ตีนโต หรือ ไก่ดองต่าว (Dong Tao) เป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศเวียดนาม ลักษณะเด่นของไก่สายพันธุ์นี้ จะมีขนาดขาและลำตัวที่ใหญ่ ไม่เหมือนกับไก่สายพันธุ์พื้นเมืองทั่ว ๆ ไป ซึ่งไก่ชนิดนี้มีความแปลกและเป็นไก่สายพันธุ์หายาก

ภาพที่ 2 ไก่ตีนโตเพศผู้

ภาพที่ 3 ไก่ตีนโตเพศเมีย

ภาพที่ 4 ลูกไก่ตีนโต

ไก่ดำอินโดนีเซีย (Ayam cemani)
       ไก่ดำอินโดนีเซีย (Ayam cemani) เป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซีย ลักษณะมีสีดำทั้งตัวส่วนมากพบในหมู่เกาะชวา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นไก่ดำที่มีความดำมากที่สุดในโลก ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศอินโดนีเซียมักนิยมนำมาเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเป็นไก่มงคลเลี้ยงแล้วช่วยเสริมบารมี ในมืองไทยได้นำเข้ามาเลี้ยงเป็นไก่สวยงาม ไก่ชนิดนี้มีคุณลักษณะเด่น คือ เล็บดำ เนื้อดำ ปากดำ กระดูกดำ ขนดำทั้งตัว ฯลฯ เป็นไก่ขนาดกลาง เพศผู้เมื่อโตขึ้นจะมีน้ำหนักประมาณ 2.5 กิโลกรัม เพศเมียโตขึ้นจะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 – 2.0 กิโลกรัม

ภาพที่ 5 ไก่ดำอินโดนีเซียเพศผู้

ภาพที่ 6 ไก่ดำอินโดนีเซียเพศเมีย

ภาพที่ 7 คุณสุธนฯ อุ้มไก่ดำอินโดนีเซีย

ไก่มินิโคชิน (Mini Cochin)
ไก่มินิโคชิน (Mini Cochin) เป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศจีน มีลักษณะลำตัวเล็กกลมคล้ายลูกฟุตบอล ไก่มินิโคชินมี 2 ลักษณะ คือ ไก่มินิโคชินขนเรียบ ไก่มินิโคชินขนกลับ และมีหลากหลายสีสันต์ มีความสวยงามที่แตกต่างกัน ปัจจุบันในเมืองไทยนิยมนำมาเลี้ยงเป็นไก่สวยงาม ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก กินอาหารน้อย

ภาพที่ 8 ไก่มินิโคชินขนเรียบเพศเมีย

ภาพที่ 9 ไก่มินิโคชินขนเรียบเพศเมีย

ภาพที่ 10 ไก่มินิโคชินขนเรียบเพศผู้

ภาพที่ 11 ไก่มินิโคชินขนกลับเพศเมีย

ภาพที่ 12 ไก่มินิโคชินขนกลับเพศผู้

ภาพที่ 13 ไก่มินิโคชินขนกลับเพศผู้

ไก่หัวเราะ (Ayam Ketawa)
       เป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซียอีกสายพันธุ์หนึ่ง มีลักษณะคล้ายไก่ป่ามีหลากหลายสีสันต์ แต่มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนไก่ทั่วไปอยู่ที่เสียงขัน ๆ นั้นจะคล้ายกับเสียงคนหัวเราะ
ในเมืองไทยนิยมเลี้ยงเป็นไก่แปลก

ภาพที่ 14 ไก่หัวเราะเพศผู้

ภาพที่ 15 ไก่หัวเราะเพศเมีย

ขั้นตอนการเลี้ยง
       เนื่องจากไก่ทั้ง 3 สายพันธุ์นี้เป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมือง จึงไม่ค่อยมีความยุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินสักเท่าไหร่นัก สามารถกินอาหารได้ทั่วไป เช่น อาหารสำเร็จรูป ข้าวเปลือก ปลายข้าว เมล็ดข้าวโพดบด หญ้า และธัญพืชต่าง ๆ ในการเลี้ยงเราสามารถเลี้ยงได้ 2 แบบ คือ เลี้ยงแบบกึ่งปล่อยธรรมชาติ และเลี้ยงแบบขังกรง
        ไก่ทั้ง 3 สายพันธุ์นี้เป็นไก่แปลก ไก่สวยงาม ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่เราอาจจะต้องคอยดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำวัคซีนชนิดต่าง ๆ ให้ครบตามห้วงระยะเวลา เช่น วัคซีนนิวคลาสเซิล + หลอดลมอักเสบ วัคซีนอหิวาสัตว์ปีก ฯลฯ เป็นต้น

โรงเรือน
        โรงเรือน หรือ เล้าไก่ เป็นแบบเพิงหมาแหงนกลาย ล้อมด้วยลวดตาข่าย ใช้ทรายและดินรองพื้น เนื่องจากทรายมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำและความชื้นในมูลของไก่ ทำให้มูลไก่แห้งเร็ว อีกทั้งไก่ยังสามารถคุ้ยเขี่ยและสามารถเก็บกินก้อนกรวดจากพื้นโรงเรือนได้ เพราะก้อนกรวดจะไปช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารของไก่ให้มีการย่อยที่ดี คอยฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำจุลินทรีย์ EM เพื่อลดกลิ่นภายในโรงเรือน

การฟักไข่และการอนุบาลลูกไก่
        การฟักไข่ไก่นั้นมีการฟักอยู่ 2 แบบ คือ การฟักด้วยตู้ฟักไข่และการให้แม่ไก่ฟักไข่เองตามธรรมชาติ โดยการฟักด้วยตู้ฟักไข่นั้น เราจะต้องเขียนวันที่ เดือน ปี ที่เราเริ่มนำไข่ไก่เข้าตู้ฟักให้ชัดเจน เพื่อกำหนดระยะเวลาการฟักไข่ได้อย่างถูกต้อง โดยปกติแล้วไก่จะใช้ระยะเวลาในการฟักไข่ประมาณ 17 – 21 วัน
        การอนุบาลลูกไก่หลังจากการเกิด จะให้ลูกไก่อยู่ในอกแม่ไก่หรือตู้ฟักไข่จนกว่าลูกไก่จะขนฟูเต็มตัว จึงนำลูกไก่ออกมาอนุบาลไว้บนกรงอนุบาลโดยใช้หลอดไฟกก เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ลูกไก่ ใช้เวลาอยู่บนกรงจนกว่าลูกไก่จะแข็งแรง จากนั้นจึงนำลูกไก่ปล่อยลงดินเพื่อให้ลูกไก่ได้คุ้ยเขี่ยออกกำลังกายและหากินอาหารตามธรรมชาติ

ภาพที่ 14 การอนุบาลลูกไก่

       ปัจจุบันการเลี้ยงไก่แปลกได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งการเลี้ยงไก่ของคุณสุธนก็ได้รับการติดต่อและเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย ได้แก่

  • นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับ 608 วันที่ 1 ตุลาคม 2558
  • รายการ “บางอ้อ” ช่อง MCOT 9 ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560
  • รายการ “เมดอินไทยแลนด์” ช่อง ททบ. 5 ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561
  • รายการ “เกษตรเกรด A” ช่อง ททบ. 5 ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2561
  • รายการ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ช่อง 8 ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561
  • นิตยสาร “เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์” วันที่ 29 กันยายน 2561
  • ตลอดจนถึงรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ นิตยสาร สื่อออนไลน์เพจต่าง ๆ อีกจำนวนมากหากท่านใดสนใจสามารถค้นหาในระบบอินเทอร์เน็ตว่า “บัณฑิตแม่โจ้เลี้ยงไก่ตีนโต”

    …ภูมิใจที่เรียนที่ได้เรียนแม่โจ้ “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”

ภาพการเลี้ยงไก่ที่เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อต่าง ๆ

เอกสารอ้างอิง

Author

สุธน สังข์จันทร์
ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ 73
คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศิลปวัฒนธรรม

“น้ำกับอำนาจ” ที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

Highlights

  • นับแต่อดีต มีการใช้น้ำเพื่อแสดงถึงอำนาจและความชอบธรรมในการสืบราชสมบัติ เช่น การสรงน้ำมุรธามุทธาภิเศกในสมัยพญามังราย
  • การใช้น้ำเพื่ออภิเศกความเป็นกษัตริย์นั้น มีที่มาจากความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ในตำนานต่าง ๆ หลายฉบับจะใช้ประเด็นดังกล่าวที่จะสร้างความชอบธรรมที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่การสถาปนาพระสงฆ์
  • พญามังรายได้เสี่ยงช้างเพื่อหาชัยภูมิอันเหมาะสมที่จะสร้างเมืองเนื้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้สะท้อนองค์ความรู้ในการสร้างเมือง ที่รู้จักชัยภูมิที่เหมาะสมในการสร้างบ้านสร้างเมืองโดยใช้น้ำเป็นเครื่องกำบังข้าศึก เป็นปราการทางธรรมชาติ และใช้ภูเขาอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นชัยภูมิอันเหมาะสม
  • การบริหารจัดการน้ำของพญามังรายพระองค์ก็ต้อง “ลองผิดลองถูก” หลายครั้งจนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอาจต้องลองอาศัยความระมัดระวังในการบริหารจัดการ การจัดประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ในประเทศไทยก็มิได้หมายความว่า น้ำจะไม่ท่วมประเทศ หรือแม้แต่การทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไป หากขาดความจริงใจ และข้อมูลอันรอบคอบแยบคายแล้ว ประเทศในปัจจุบันคงไม่ต่างจากเจ็ดร้อยกว่าปีในยุคพญามังรายที่ต้อง “ลองผิดลองถูก” อยู่เช่นเดิม

ภาพพระราชานุสาวรีย์พญามังราย พญาร่วง และพญางำเมือง

“น้ำกับอำนาจ” : การสรงน้ำมุรธามุทธาภิเศกของพญามังราย

        เจ้าลาวเม็ง อายุ 35 ปี ครองเมืองแทนพ่อได้ 40 ปี อายุ 75 ก็ถึงแก่ความตาย ขณะนั้นเจ้าราชบุตรมังรายอายุได้ 21 ปี ได้เป็นพญากินเมืองเงินยางแทนพ่อในปีกัดเม็ด จุลศักราช 621 ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงการใช้น้ำเพื่อแสดงถึงอำนาจและความชอบธรรมในการสืบราชสมบัติ ดังข้อความที่ว่า

       “ส่วนเจ้าราชบุตรตนชื่อมังราย อายุได้ 21 ปีได้เป็นพญาแทนพ่อในปีกัดเม็ด จุฬสกราชได้ 621 ตัว ในเมืองเงินยางวันนั้นแล เจ้าพญามังรายได้ถึงน้ำมุทธาภิเศกแล้ว” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:12)

และอีกตอนหนึ่งที่ว่า

       “เจ้าพระยามังรายกล่าวว่า ดูราสหายเจ้า เรานี้เป็นท้าวพญาใหญ่ได้น้ำมุทธาภิเศกสรงเกศในหัวแห่งตน แลมีบุญสมพารยัสสปริวารชู่คน ดั่งท้าวร่วงนี้ มันได้น้ำมุทธาภิเศกในเมืองสุโขทัยโพ้นแล้ว” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:20)

       จะเห็นว่าพญามังรายมักใช้ประเด็นการได้นำมุรธาภิเษกเพื่อแสดงความชอบธรรมที่จะยกทัพเพื่อไปตียังบ้านเล็กเมืองน้อยเพื่อให้ยอมรับอำนาจของพระองค์อาจกล่าวได้ว่าใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจสู่แว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้ง และการแย่งชิงอำนาจในเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นช่วงของการขยายตัวของการค้าอย่างกว้างขวาง ดังข้อความที่ว่า

       “เขาฝูงเป็นพระยาอยู่จิ่มใหล้กู บ่ได้น้ำมุทธาภิเศกดั่งกูสักคน พ้อยจามานะต่อกูฉันนี้ ควรกูไปรบเอาเมืองเขาทังหลายฝูงนี้แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:13)

       การใช้น้ำเพื่ออภิเศกความเป็นกษัตริย์นั้น มีที่มาจากความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ในตำนานต่าง ๆ หลายฉบับจะใช้ประเด็นดังกล่าวที่จะสร้างความชอบธรรมที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่การสถาปนาพระสงฆ์ ตามจารีตท้องถิ่นที่จะมีการเถราภิเศก ซึ่งพิธีดังกล่าวยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ในเชียงตุง ประเทศพม่า ประเทศลาว และภาคอีสานของประเทศไทย

การบริหารจัดการน้ำของพญามังราย ที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

          พญามังรายได้เสี่ยงช้างเพื่อหาชัยภูมิอันเหมาะสมที่จะสร้างเมืองเนื้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้สะท้อนองค์ความรู้ในการสร้างเมือง ที่รู้จักชัยภูมิที่เหมาะสมในการสร้างบ้านสร้างเมืองโดยใช้น้ำเป็นเครื่องกำบังข้าศึก เป็นปราการทางธรรมชาติ และใช้ภูเขาอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นชัยภูมิอันเหมาะสมดังข้อความที่ว่า

        “จุฬสกราชได้ 624 ตัว(พ.ศ.1805) อยู่บ่นานเท่าใดช้างมังคลเจ้ามังรายปล่อยไปหัวดอยหนวันออก เจ้าไปตามรอยช้าง หันประเทศที่ 1 ข้างริมน้ำแม่กก มีม่อนดอยสูงสะเกิงงามนัก(…)เหตุดั่งนั้นควรกูกระทำม่อนดอยหื้อเป็นสะดือเมือง คือท่ำกลางเมือง ควรชะแล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538: 13)

         เมืองที่พญามังรายสร้างในคราวนั้นคือเมืองเชียงรายที่คงความยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน ครั้งเมื่อพระองค์ประทับ ณ เวียงฝาง เมื่อพุทธศักราช 1818 ขณะที่ประทับที่เมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองที่สร้างมาแต่ครั้งพระเจ้าลวจังกราช เมืองฝางมีอาณาเขตติด ต่อกับอาณาจักรหริภุญไชยของพญายีบา พญามังรายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการค้าขายทางน้ำ และทางบกซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคที่การค้าของป่ากับลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการขยายการค้ากับจีน จึงเป็นแรงบันดาลในการรบพุ่งเพื่อแย่งชิงอาณาจักรหริภุญไชยเพื่อครอบครองเส้นทางการค้า โดยเฉพาะการค้าทางน้ำโดยอาศัยน้ำปิงเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงสินค้า ดังข้อความที่ว่า

       “เมื่อนั้น ชาวพ่อค้าเมืองหริภุญช์ไปค้าขายเถิงเมืองฝางหลายชุมนัก เจ้ามังรายจิ่งหาพ่อค้ามาถามดูว่าเมืองหริภุญช์ที่สูอยู่โพ้น ยังสมริทธีรู้บ่สมริทธีเป็นฉันใดพ่อค้าทังหลายไหว้ว่า เมืองหริภุญช์ที่ตูข้าอยู้โพ้น ก็สมริทธีด้วยเข้าของมากนัก พ่อค้าทางบก ทางน้ำเทียวมาค้าชุเมือง ทางน้ำก็ถึงเมืองโยธิยาด็มาค้าเถิง ยุท่างค้าขาย(…)พญามังรายได้ยินว่าเมืองหริภุญช์สมริทธีนัก ก็ลวดเกิดโลภจิตต์มักใคร่ได้เป็นเมืองตน” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538: 14)

       ด้วยเหตุนี้พญามังรายจึงให้จึงมอบให้อ้ายฟ้า เป็นผู้รับอาสาเข้าไปเป็นไส้ศึกทำกลอุบายให้พญายีบา หลงเชื่อ และทำให้ชาวเมืองหริภุญไชยเกลียดชังพญายีบา พญามังรายทรงมุ่งมั่นที่จะขยายพระราชอำนาจเหนือดินแดนลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน เมื่อยึดเมืองได้แล้วเห็นว่าเมืองลำพูนนั้นไม่สามารถขยายได้ จึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ซึ่งได้สะท้อนความสามารถเรื่องน้ำ แต่การสร้างเมืองครั้งนั้นก็เกิดปัญหาคือน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาของพื้นที่ลุ่ม ดังข้อความที่ว่า

       “อยู่ลูนนั้นได้ 2 ปี เถิงปีก่าเม็ด สกราชได้ 645 ตัว เจ้าพญามังรายปลงบ้านเวนเมืองละพูน หื้อขุนฟ้าเป็นพระญาติกินเมืองละพูน แล้วก็ยกไปตั้งเมืองแห่ง 1 ว่าจักสร้างเวียงอยู่ ตั้งอย้าวเรือนมากนัก เจ้าพญามังรายก็หื้อขุดแม่น้ำผ่าบ้าน หื้อตกท่าแห่งคนทังหลาย ลวดเรียกชื่อว่า แม่แว่ว หั้นแล มีพายหน อีสานแห่งเมืองละพูน อยู่ที่นั้นได้ 3 ปี น้ำท่วมเมื่อกลางวัสสา ช้างม้างัวควายหาที่อยู่บ่ได้ ลวดเรียกว่า เชียงเลิอ ต่อเท่าบัดนี้” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538: 26)

       ข้อความข้างต้นสอดคล้องกับตำนานสิบห้าราชวงศ์ที่กล่าวว่า พญามังรายได้สร้างเมืองใหม่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันนออกเฉียงเหนือของหริภุญไชย เมื่อกลางพรรษาน้ำท่วมจนเวียงแซ่วอยู่ไม่ได้ (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2537: 45) หากหลักฐานที่กล่าวถึงเมืองนี้ยังไม่ชัดเจนนัก ด้วยเหตุน้ำท่วมประชาชนได้รับความทุกข์ยากพญามังรายจึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งนั่นคือเวียงกุมกาม โดยได้ขุดคูเมืองล้อมรอบและไขน้ำปิงเข้าใส่คูเมืองเพื่อเป็นปราการของเมือง ตลอดจนขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำภายในเมือง

       “เถิงปีรวายเส็ด สกราชได้ 648 ตัว เจ้าพระยามังรายย้ายมาสร้างเวียงกุมกามหื้อขุดคือเวียงทังสี่ด้าน ไปเอาน้ำแม่ระมิงเข้าใส่คือ  ตั้งลำเวียงรอดทุกเบื้อง ตั้งบ้านเรือนอยู่มากนัก เจ้ามังรายสร้างคุ้มวังราชมณเฑียรแผ่บ้านออกหื้อกว้าง ตั้งเรือนอยู่ บ้านนั้นได้ชื่อว่าบ้านใหม่ ต่อเท้าบัดนี้แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:26)

    ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ยังกล่าวถึงความความสนพระทัยของพญามังรายโดยอาศัยการสังเกตการค้าขายที่ตลาดเมืองกุมกาม ซึ่งพบว่าเรือล่มเป็นประจำจึงได้สร้างสะพานแห่งหนึ่งเพื่อใช้สัญจร ดังข้อความที่ว่า

       “พญามังรายหื้อตั้งกาดกุมกามหื้อเป็นที่ซื้อขายแห้งคนทั้งหลายหั้นแล เจ้ามังรายร่ำเพิงว่าไพร่กูนี้ยังสุขแลทุกข์เป็นฉันใดใคร่รู้ จิ่งแต่งตัวปลอม จิ่งทือกุบตองตึง นุ่งผ้าผืนควรค่าร้อยคำภายใน นุ่งผ้าไทภายนอก ไปเข้ากาดกุมกาม นั่งอยู่ที่ริมแม่ปิงอว่ายหน้าเมือวันออก เลงดูคนทังหลายเข้ากาด เจ้ามังรายก็ร่ำเพิงว่า กูจักอยู่ที่นี้ดูฝูงคนเข้ากาดแล้วลงอาบน้ำแม่ปิง ผู้ใดอาบน้ำแล้วลูบผมลงลุ่ม ผู้นั้นหาสมบัติบ่ได้ กูจักหื้อผ้าผืนควรค่าร้อยคำแก่มันชะแล เจ้ามังรายอยู่ดูฝูงคนอาบน้ำก็บ่หันผู้ใดลูบผมลงสักคน วันนั้น เจ้ามังรายหันชาวแช่ช้างเชียงเลิอ ขี่เรือมากาดกุมกาม เรือล่มวัน 2 เล่ม 3 เล่ม ชู่วัน เจ้ามังรายคระนิงในใจว่า ไพร่กูบ่ว่าตายอั้นชะรือ จิ่งหื้อแปงขัวกุมกามแต่นั้นมาแล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:26)

ภาพโบราณสถานในเวียงกุมกาม

          พญามังรายย้ายมาสร้างเมืองใหม่นามว่าเวียงกุมกามหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ด้งนั้นการตัดสินพระทัยครั้งสำคัญคือการสร้างเมืองใหม่ นั่นคือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่พญามังรายได้ตัดสินพระทัยสร้างเมืองบริเวณนี้นอกจากลักษณะพื้นที่ “ภูมิฐานเราจักตั้งเวียงนี้ สูงวันตกหลิ่งมาวันออก” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:34 – 35) แล้วเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องน้ำถึงถือเป็นไชยมงคลสามประการ ของเมืองประการแรกมีน้ำที่ไหลมาจากดอยสุเทพ และมีน้ำไหลผ่านกลางเมืองชื่อว่า แม่ข่า และไหลลงสู่น้ำปิง

       “อัน ๑ อยู่ที่นี้หันน้ำตกมาแต่อุจฉุปัพพตะดอยสุเทพ ไหลลงมาเป็นแม่น้ำ ไหลขึ้นไปหนเหนือ แล้วไหลกระหวัดไพหนวันออก แล้วไหลไปใต้ แล้วไหลไปวันตกเกี้ยวเวียงกุมกาม แม่น้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวกระหวัดเมือง อันนี้เปนไชยมังคละถ้วน ๕ แม่น้ำอันนี้ไหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำ ได้ชื่อว่า แม่ข่า ไหลเมือวันออก แล้วไหลไพใต้เถียบข้างแม่พิง ได้ชื่อว่า แม่โทร ต่อเท้าบัดนี้แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:34 – 35)

ประการที่สองมีหนองน้ำขนาดใหญ่ซึ่งสามารถใช้กักเก็บน้ำและระบายน้ำ

       “อัน ๑ หนองใหญ่มีวันออกช้วยเหนือ แห่งไชยภูมิได้ชื่อว่า อีสาเนนสรานรปูชา ว่าหนองใหญ่นี้มีหนอีสาน ท้าวพระญาต่างประเทสจักมาปูชาสักการะมากนัก เปนไชยมังคละถ้วน ๖ แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:34 – 35)

ประการสุดท้ายนั่นคือมีแม่น้ำปิงไหลผ่าน ถือว่าเป็นมงคลแห่งเมืองนี้

       “อัน ๑ แม่ระมิง ไหลมาแต่สระอันพระพุทธะเจ้า เมื่อยังธอรมานได้มาอาบในอ่างสรง ไหลออกมาเป็นขุนน้ำแม่ระมิงพายวันออกเวียง เปนไชยมังคละถ้วน ๗ แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, 2538:34 – 35)

       ด้วยเหตุผลเหล่าซึ่งได้รับการชี้แนะจากพญาร่วง กับพญางำเมือง นี้จึงได้ก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นและตั้งเป็นบ้านเป็นเมืองมาได้ครบเจ็ดร้อยกว่าปีจวบจนปัจจุบัน

ภาพเมืองเชียงใหม่

บทส่งท้าย

          จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมาจากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นชั้นหลัง อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ว่า “น้ำ” นั้นเป็นของที่มีคุณฉันใดเมื่อมากเกินพอดีย่อมจะทำให้เกิดความเดือดร้อนได้เช่นกัน การบริหารจัดการน้ำของพญามังรายพระองค์ก็ต้อง “ลองผิดลองถูก” หลายครั้งจน อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอาจต้องลองอาศัยความระมัดระวังในการบริหารจัดการ การจัดประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ในประเทศไทยก็มิได้หมายความว่า น้ำจะไม่ท่วมประเทศ หรือแม้แต่การทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไป หากขาดความจริงใจ และข้อมูลอันรอบคอบแยบคายแล้ว ประเทศในปัจจุบันคงไม่ต่างจากเจ็ดร้อยกว่าปีในยุคพญามังรายที่ต้อง “ลองผิดลองถูก” อยู่เช่นเดิม

ภาพแม่น้ำปิงถ่ายจากวัดพระธาตุดอยเกิ้ง

ภาพแม่น้ำปิงสายเดิม เมื่อเขื่อนภูมิพลแห้งขอด

เอกสารอ้างอิง

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี.  (2538).  เชียงใหม่: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่.

ลมูล จันทน์หอม.  (2550).  ตำนานมังราย และตำนานเชียงใหม่-เชียงตุง ต้นฉบับอักษรไทลื้อตัวเขียนและฉบับ

แปลความจากสำนวนไทลื้อเป็นสำนวนภาษาไทยกลาง.  เชียงใหม่ : สำนักภาษาและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.

สรัสวดี อ๋องสกุล.  (2537).  เวียงกุมกาม : การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโบราณในล้านนา : รายงานผลการวิจัย.  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง.

สรัสวดี อ๋องสกุล.  (2546).  พื้นเมืองเชียงแสน.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

อรุณรัตน์  วิเชียรเขียว.  (2539).  เชียงใหม่ : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

Author

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทร คำยอด
กลุ่มวิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศิลปวัฒนธรรม

“ขันตั้ง” เครื่องบูชาครูคู่สังคมล้านนา

Highlights

  • ขันตั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่เครื่องคำนับ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู และข้าวของอย่างอื่นเพื่อให้เป็นของสมนาคุณแก่ผู้มาทำประโยชน์ให้
  • เครื่องประกอบขันตั้ง จะประกอบด้วย กรวยดอกไม้ กรวยหมากพลู เทียนขี้ผึ้ง ผ้าขาว ผ้าแดง หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร เบี้ยและเงินปัจจัย นอกเหนือจากนี้แล้วแต่ผู้ประกอบพิธีกรรมจะเรียกเพิ่มเติม หรือตามตำรากำหนดไว้

     ขันตั้ง คือ ของที่จัดไว้สำหรับบูชาหรือใช้ยกครูในเวลาจะประกอบพิธี สิ่งของที่จะจัดใส่ในพานในขันโตก หรือในภาชนะอื่น ๆ นั้นเป็นของที่ ครูบาอาจารย์ท่านกำหนดให้ เครื่องบูชาครูนั้นมีหลายอย่างส่วนมากเป็นของที่มีดาษดื่นในสมัยก่อนซึ่งใช้บริโภคใช้สอยในชีวิตประจำวัน (พระครูอดุลสีลกิตติ์, 2552: 7) ขันตั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่เครื่องคำนับ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู และข้าวของอย่างอื่นเพื่อให้เป็นของสมนาคุณแก่ผู้มาทำประโยชน์ให้ (สารานุกรมไทยภาคเหนือ, 2542: 608) จากความหมายของขันตั้งทำให้เห็นความสำคัญของขันตั้งในสองลักษณะคือ เป็นเครื่องสักการะ และเป็นเครื่องตอบแทนแก่ผู้มาทำประโยชน์ให้ชาวล้านนาให้ความสำคัญแก่ผู้มีความรู้ในด้านต่าง ๆ เพราะถือว่าแต่ละสาขาอาชีพในอดีต ย่อมมี “ครู” คนล้านนาให้ความเคารพบูชาดั่งพ่อแม่คนที่สองจึงมักเรียกว่าพ่อครู หรือแม่ครู (บุญยิ่ง กันทะวงศ์, 2552:76) ในการเรียนวิชาต่างในอดีต ต้องมีการขึ้นครู ซึ่งหมายถึงการมอบตัวเป็นศิษย์ ซึ่งหมายถึงการยอมรับแนวทางของสำนักวิชานั้นมาปฏิบัติ (เจริญ มาลาโรจน์,2551 : 151) การยกขันครูเป็นการเคารพบูชาครูผู้ที่สั่งสอนสืบต่อกันมา ที่ถ่ายทอดวิชาทั้งทางธรรมและทางโลกและวิชาที่เล่าเรียน แสดงถึงการมีความกตัญญูกตเวที ส่งผลให้เกิดเป็นสิริมงคลต่อผู้เป็นศิษย์และคุ้มครองให้พ้นจากภัยทั้งปวง (เบญจพล สิทธิประณีต, 2549: 10) เนื่องจากการเรียนศาสตร์และศิลป์ต่าง ๆ โบราณถือว่าต้องมี “ผีครู” ไว้เป็นสรณะ การใช้วิชาจึงจะมีประสิทธิภาพตามความมุ่งหวังที่ได้ตั้งไว้ ดังนั้นเพื่อการสถาปนา ให้สิ่งที่ปรารถนาบังเกิด จึงต้องมีพิธีกรรมเข้ามารองรับ (สนั่น ธรรมธิ, 2550: 28)

     โดยทั่วไปเครื่องประกอบขันตั้ง จะประกอบด้วย กรวยดอกไม้ กรวยหมากพลู เทียนขี้ผึ้ง ผ้าขาว ผ้าแดง หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร เบี้ยและเงินปัจจัย นอกเหนือจากนี้แล้วแต่ผู้ประกอบพิธีกรรมจะเรียกเพิ่มเติม หรือตามตำรากำหนดไว้ เช่น บางตำราให้ใส่ปืน หอก ดาบ ต้องใส่ให้ครบตามตำราที่กำหนดไว้ ขันตั้งช่างซอ อาจต้องเพิ่มเสื่อ หมอน มะพร้าว เจ้าภาพก็ต้องจัดหาให้ครบตามจำนวนเครื่องประกอบขันตั้งนั้นเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น และเมื่อปลดขันตั้งแล้วสามารถไปใช้ประโยชน์ได้จริง เครื่องประกอบขันตั้งสะท้อนความต้องการพื้นฐานของคนโบราณล้านนาที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อแฝงไว้ด้วยความอ่อนน้อมและความอ่อนโยนของจิตใจเป็นความงดงามของวัฒนธรรมที่แฝงไว้ในวิถีชีวิตของชาวล้านนา เครื่องประกอบพิธีกรรมยังแฝงไว้ซึ่งภูมิปัญญาจะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้

หมากและพลู
     เป็นส่วนประกอบสำคัญในขันตั้ง เนื่องจากชาติพันธุ์ไทนิยมกินหมาก ดังนั้นจึงใช้หมากพลูเข้ามาประกอบขันตั้ง จะใช้ใบพลูสด แล้วใส่ไว้ในกรวย ใช้หมากที่ตัดเป็นท่อนใส่ลงในกรวย ตามจำนวนของเครื่องขันตั้ง และใช้มากที่ร้อยเป็นเส้นชาวล้านนาเรียกว่าหมากไหม หมากไหมหลาย ๆ เส้น ที่มัดรวมกันเรียกว่าหมาก 1 หัว หรือเรียกว่า หมากพันสาม คือหมากที่ผ่าแล้วร้อยให้ยาวเป็นสาย ๆ หนึ่งมีประมาณ 24 คำ เรียกหมากร้อย หมากพันสาม คือ จำนวน 13 สาย ถ้าหมากหมื่น คือ 100 สาย ส่วนใบพลู นอกจากใช้เคี้ยวกินกับหมากแล้วยังใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรคอีกด้วย ดังนั้นหมากพลูจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าในการดำรงชีวิตคนไทในอดีต

ดอกไม้
     เป็นเครื่องสักการบูชา มักใช้ดอกไม้ที่หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น บางครั้งเจ้าพิธีอาจบอกว่าให้ใช้ดอกไม้สีขาว หรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมก็ต้องจัดตามนั้น ดอกไม้จะใส่ในกรวย ภายในกรวยใส่ข้าวตอกเล็กน้อย แล้วใส่เทียน 1 เล่ม หรือ 1 คู่ อาจใช้เทียนขี้ผึ้ง หรือธูปก็ได้ แล้วแต่ความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ

ข้าวเปลือก
     ข้าวสารเป็นอาหารหลักที่ใช้บริโภค ดังนั้นข้าวโดยมากจะใช้ข้าวเปลือกหมื่น หมายถึงข้าวเปลือกสิบลิตร ข้าวสารพัน หมายถึงข้าวสารหนึ่งลิตร เมื่อปลดขันตั้งผู้ประกอบพิธีสามารถนำข้าวเปลือกและข้าวสารในการใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ปัจจุบันขันตั้งทั่วไปมักลดปริมาณลงโดยใช้ข้าวเปลือกข้าวสารเพียง 1 กระทงเท่านั้น

ผ้าขาวและผ้าแดง เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ขันตั้งเกือบทุกชนิดต้องมีผ้าขาวและผ้าแดง ตามโบราณใช้ผ้า 1 รำ ซึ่งมีความยาวประมาณ 3 – 5 เมตร ชาวล้านนาในอดีตนิยมทอผ้าใช้เองในครัวเรือน และผ้าขาวก็คือผ้าที่ยังไม่ได้ย้อม ผ้าแดงอาจย้อมด้วยครั่งหรือวัตถุให้สีอย่างอื่น สอดคล้องกับความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ที่เชื่อว่าผ้าสีขาวและผ้าสีแดง สามารถใช้ติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ปัจจุบันนิยมใส่ผ้าขาวผ้าแดงพอเป็นพิธีเท่านั้น

เบี้ย
     คือหอยชนิดหนึ่งที่ใช้ใส่ในขันตั้ง เบี้ยคือเงินในอดีตที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนซื้อสินค้าได้มักร้อยเป็นสาย เรียกว่าเบี้ยพันสาม

เทียนคู่บาท คู่เฟื้อง
     หมายถึงเทียนขี้ผึ้งแท้หนัก 1 บาท และ 1 เฟื้องตามลำดับ บางท้องถิ่นใช้เทียนไขแทนก็ได้ หรือบางครั้ง ใช้“เป้ง” บางท้องถิ่นอาจเรียกว่า“ลูกสับ”หมายถึงเครื่องถ่วงน้ำหนักที่ใช้กับเครื่องชั่งโบราณเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แทนก็ได้

     เมื่อทำงานสำเร็จแล้วก็ต้องมีการ “ปลดขันตั้ง” โดยยกขันตั้งไว้เหนือศีรษะแล้วกล่าวคำปลดขันตั้ง แล้วคว่ำขันตั้งลง ข้าวของเครื่องใช้ในขั้นตั้งนั้นทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของผู้ประกอบพิธีกรรม ว่าจะให้ใคร จะเลือกเพียงบางอย่างหรือจะนำกลับไปทั้งหมดก็ได้ หากงานนั้นยังไม่สำเร็จเป็นงานที่ต้องใช้เวลานาน เช่น สร้างบ้าน รักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง จะยังไม่ปลดขันตั้งแต่จะนำขันตั้งไปไว้ในที่สูง บางครั้งใส่สาแหรกห้อยไว้ (พระครูอดุลสีลกิตติ์, 2552: 11) เมื่องานนั้นเสร็จสิ้นจึงค่อยปลดขันตั้งภายหลัง

เอกสารอ้างอิง

ข่วงผญา.  2552.  เชียงใหม่: สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.

เจริญ  มาลาโรจน์.  2551.  ร่มเรือนกาแล.  กรุงเทพฯ: ริช พับลิชชิ่ง.

เบญจพล สิทธิประณีต.  2549.  ตุง. เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์.

พระครูอดุลสีลกิตติ์,บรรณาธิการ.  2552.  สาระล้านนา : ภาคพิธีกรรม.  เชียงใหม่: สุเทพการพิมพ์.

มณี พยอมยงค์และคณะ.  2549.  (พิมพ์ครั้งที่ 2).  เครื่องสักการะในล้านนาไทย. เชียงใหม่: ธนาคารไทยทนุ.

สนั่น  ธรรมธิ.  2550.  พิธีกรรมและความเชื่อการปลูกเรือนล้านนา.  เชียงใหม่: สุเทพการพิมพ์.

สนั่น  ธรรมธิ.  2550.  สารัตถะล้านนา.  เชียงใหม่: สุเทพการพิมพ์.

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ.  2542.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

Author

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทร คำยอด
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้