สังคมศาสตร์

ภาษา ความงาม และการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์

Highlights

  • ภาษา (language) เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตสื่อโฆษณา เพราะภาษาสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าให้ผู้บริโภคได้รู้จักและเข้าใจได้เป็นอย่างดี
  • ภาษาที่ใช้ในการโฆษณามักเป็นการใช้ภาพพจน์แบบอติพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง เพื่อสร้างน้ำหนักให้กับข้อความ เพื่อทำให้สินค้าดูดี ดึงดูดความสนใจ
  • ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณ คิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่หลงไปกับภาษาในโฆษณาที่โน้มน้าวใจให้เชื่อในสรรพคุณของสินค้าต่าง ๆ ที่เกินจริง หรือพยายามสร้างทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง

ในปัจจุบันนี้ สื่อใหม่ (new media) เข้ามามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เยาวชนอายุ 6-24 ปี เติบโตมากับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างอินเทอร์เน็ต โดยร้อยละ 87.8 เป็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (social media) เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2562 : 10) จุดเด่นของสื่อใหม่เหล่านี้ คือ สามารถนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้ทั้งในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ เสียง หรือวิดีโอ

สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่สำคัญในการโฆษณาสินค้า เนื่องจากผู้ผลิตหรือผู้ขายสามารถผลิตสื่อโฆษณาได้เองอย่างรวดเร็วและไม่มีข้อจำกัด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย หลากหลายช่องทาง ทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ในทางกลับกันข้อดีเหล่านี้ก็อาจส่งผลเสียต่อผู้บริโภคได้ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาก่อนจะเผยแพร่ ผู้ผลิตหรือผู้ขายบางคนที่ขาดความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมุ่งหวังเพียงแต่ผลกำไร อาจใช้ข้อความโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง โดยเฉพาะโฆษณาของอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีผู้บริโภคร้องเรียนในเรื่องการโฆษณาเกินจริงมากที่สุดในปี 2563 (มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, 2564) อย่างไรก็ตาม อาจยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่รู้ไม่เท่าทัน หลงเชื่อคำโฆษณา และเลือกซื้อสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ การมีความรู้ในเรื่องภาษาโฆษณาจะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อโฆษณามากขึ้น

ในการผลิตสื่อโฆษณานั้น ภาษา (language) เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างมาก เพราะภาษาสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าให้ผู้บริโภคได้รู้จักและเข้าใจได้เป็นอย่างดี ภาษาที่ใช้ในการโฆษณามักเป็นภาษาที่มีการกล่าวอ้าง การพูดเกินความจริง การใช้ภาพพจน์ เพื่อทำให้สินค้าดูดี ดึงดูดความสนใจ มีความทันสมัยโดยอ้างอิงวิทยาศาสตร์ (ศิริพร ปัญญาเมธีกุล, 2558 : 65) เพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าของตน  

ครีมทาผิวโสมมะพร้าวยี่ห้อหนึ่งในเฟซบุ๊ก มีการโฆษณาโดยมีรูปภาพเปรียบเทียบสีผิวของแขนพร้อมกับคำบรรยายว่า “ครีมทาผิวโคตรขาว ขาวแบบถาวร ดำกำเนิดก็ขาวได้ เนื้อครีมเข้มข้น สารสกัดอัดแน่นขาวไวกว่าฉีด เห็นผลชัดในกระปุกเดียว กระปุกแรกขาวเลยทันที” โฆษณาดังกล่าว พบว่า มีการใช้กลวิธีทางภาษา ที่หลากหลาย เช่น ใช้คำแสดงสภาพเพื่อบ่งบอกลักษณะความงามอันพึงประสงค์ คือ “ความขาว” แสดงให้เห็นถึงว่าคนที่มีผิวดีต้องผิวขาวเท่านั้น ใช้คำขยายเพื่อเน้นย้ำความหมายของคำ เช่น “โคตรขาว” คำว่า “โคตร” จะให้ความหมายในทางความรู้สึกที่มากกว่าคำว่า “มาก” ส่วน “เนื้อครีมเข้มข้น” และ “สารสกัดอัดแน่น” ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่ามีตัวยามากกว่าปกติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ภาพพจน์แบบอติพจน์ คือ การกล่าวเกินจริงเพื่อสร้างน้ำหนักให้กับข้อความ สร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าถ้าใช้ผลิตภัณฑ์แล้วจะได้ผลดังกล่าว เช่น “ขาวแบบถาวร” “ดำกำเนิดก็ขาวได้” “เห็นผลชัดในกระปุกเดียว” “กระปุกแรกขาวเลยทันที” หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่าไม่มีทางที่มนุษย์จะมีผิวขาวแบบถาวรหรือเปลี่ยนมาขาวได้อย่างรวดเร็ว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอย่างเช่นพันธุกรรมและแสงแดด (ธัมม์ทิวัตถ์ นรารัตน์วันชัย, ม.ม.ป)

นอกจากนี้ยังมีในกรณีของโฆษณาหัวเชื้อผิวขาวยี่ห้อหนึ่งในเฟซบุ๊ก ที่มีการบรรยายสรรพคุณที่เกินความจริงจนนำไปสู่การร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีการบรรยายพร้อมภาพว่า “ผิวขาวขึ้นแน่นอนภายใน 3-7 วัน” “ยิ่งใช้หลายขวดยิ่งขาวมากขึ้น” “จบทุกปัญหาในขวดเดียว” (ข่าวสดออนไลน์, 2564) เมื่อพิจารณาถึงภาษาที่ใช้ในโฆษณาดังกล่าว พบว่าคล้ายกับตัวอย่างแรก คือ โดยใช้คำแสดงสภาพ เน้นย้ำเรื่องความขาว ใช้คำขยายเพื่อเน้นย้ำความหมายของคำ เช่น “ผิวขาวขึ้นแน่นอน” “ยิ่งใช้หลายขวดยิ่งขาวมากขึ้น” และมีข้อความที่ภาพพจน์แบบอติพจน์ซึ่งทำให้เป็นการโฆษณาที่เกินจริง คือ “ผิวขาวขึ้นแน่นอนภายใน 3-7 วัน” และ “จบทุกปัญหาในขวดเดียว” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีสารตัวใดที่สามารถทำให้ผิวขาวได้รวดเร็วและสามารถแก้ปัญหาผิวได้ครอบคลุมทุกปัญหาโดยปราศจากอันตราย

การใช้ภาษาโฆษณาดังที่ยกตัวอย่างมา นอกจากจะชักจูงและโน้มน้าวใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว ยังส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้บริโภคในเรื่องของความงามอีกด้วย เช่น สร้างมาตรฐานความงามว่า ผิวดี หมายถึง ผิวที่ขาวใส ส่วนผิวสีอื่น ๆ นั้น กลายเป็นความงามที่ไม่พึงประสงค์ไป ซึ่งอันที่จริงแล้วผิวที่ดี ไม่จำเป็นต้องขาวใสก็ได้ เพราะสีผิวของแต่ละคนถูกกำหนดด้วยจำนวน “เมลานิน” ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ผลิตได้จากเซลล์ผิวหนัง ยิ่งมีเม็ดสีมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้สีผิวของคนนั้นเข้มมากเท่าขึ้น จำนวนเมลานินในผิวหนังจะถูกกำหนดจากลักษณะทางพันธุกรรมเป็นหลัก ส่วนปัจจัยอื่น ๆ มาจากสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น การโดนแสงแดด ฮอร์โมน ผิวหนังได้รับความเสียหาย หรือสารเคมีอันตราย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อกระบวนการผลิตเม็ดสีได้เช่นกัน (พบแพทย์, 2563)

ในสื่อสังคมออนไลน์ยังมีโฆษณาสินค้าประเภทอื่นที่ใช้กลวิธีทางภาษาในการพยายามชักจูงให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เช่น ยาลดความอ้วน ซึ่งจะใช้ภาษาโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเชื่อว่า “เมื่อรับประทานยาตัวนี้แล้วจะลดไขมันส่วนเกินได้อย่างรวดเร็ว” และ สร้างมาตรฐานความงามว่า “ผู้หญิงสวย คือ ผู้หญิงที่มีรูปร่างดี ขาเรียว เอวเล็ก” แท้จริงแล้วความสวยของผู้หญิงไม่ได้จำกัดเพียงแค่การมีรูปร่างที่ดีเท่านั้น

ปัญหาการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ยังคงไม่มีหน่วยงานใดที่บังคับใช้กฎหมายทำหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง (เขมวดี ขนาบแก้ว, 2562) มีเพียงการเฝ้าระวังโดยภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพดังที่โฆษณาเป็นผู้ฟ้องร้อง ดังนั้น ความรับผิดชอบจึงตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณ คิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่หลงไปกับภาษาในโฆษณาที่โน้มน้าวใจให้เชื่อในสรรพคุณของสินค้าต่าง ๆ ที่เกินจริง หรือพยายามสร้างทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง จนนำไปสู่การบริโภคสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือเกินความจำเป็น

เอกสารอ้างอิง

ข่าวสด. (2564). อย.เตือน ครีมขาวใสใน 3 วัน ส่วนผสมทองคำ โฆษณาเกินจริง ชี้โทษติดคุกถึง 1 ปี. สืบค้น 29 กรกฎาคม 2564. จาก https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_751211

เขมวดี ขนาบแก้ว. (2562). รายงานพิเศษ เส้นทางความร่วมมือระหว่างสนง.สสจ.ทั่วประเทศกับกสทช.ในการจัดการปัญหาโฆษณาทางสื่อวิทยุ. ยาวิพากษ์. 10(40) 19-25.

ธัมม์ทิวัตถ์ นรารัตน์วันชัย. (ม.ม.ป). สีผิวของคนไทย. สืบค้น 30 กรกฎาคม 2564. จาก https://anti-aging.mfu.ac.th/paper.php?catid=2&page=3

พบแพทย์. (2563). ผิวขาวใสแบบปลอดภัย. สืบค้น 30 กรกฎาคม 2564. จาก https://www.pobpad.com/ผิวขาวใสแบบปลอดภัย

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค. (2564). โฆษณาเกินจริง’ ครอง 3 ปีซ้อน ปัญหาผู้บริโภคอันดับ 1. สืบค้น 30 กรกฎาคม 2564. จาก https://www.consumerthai.org/consumers-news/ffc-news/4535-640109-consumersituation2020.html

ศิริพร ปัญญาเมธีกุล. (2558). การวิเคราะห์ลักษณะภาษาท่ีพบในส่ือโฆษณา. วารสารวจนะ. 3(1). 55-66.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2562). สรุปผลที่สำคัญการใช้ไอทีซีของเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2561 (ไตรมาส 4). กรุงเทพฯ : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.

Author


อาจารย์กฤษฎิ์ สุรนัคครินทร์
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สังคมศาสตร์

รู้ทันสื่อ : รู้ทันโรค “Social Media Addiction”

Highlights

  • “โรคติดสื่อสังคมออนไลน์” (Social Media Addiction) เป็นโรคที่เกิดจาการใช้สื่อเป็นระยะเวลานาน ๆ มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และความสนใจมากเกินไปกับการใช้ Social Media
  • คนไทยออนไลน์วันละ 8 ชั่วโมง 44 นาที โดยใช้เวลากับ Social Media วันละ 2 ชั่วโมง 48 นาที และใช้ Social Media ในการทำงานมากถึง 47%
  • ควรจำกัดเวลาการใช้ Social Media ให้ลดลงหรือกำหนดเวลาในการใช้งานให้ชัดเจน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางด้านสื่อเพื่อการสื่อสาร จากเมื่อก่อนในการสื่อสารยุคแรก ๆ คนเราเรียนรู้ที่จะใช้การสื่อสาร โดยเริ่มจากภาษาท่าทาง การออกเสียง และพัฒนาขึ้นมาเป็นการใช้สัญลักษณ์ สัญญาณควัน   จนเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารมาใช้การส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์รับและแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ จนมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารโดยใช้งานผ่านระบบ Digital เข้ามาแทนที่ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในวงการการสื่อสาร ที่ทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารถึงกันได้ผ่านช่องทาง/อุปกรณ์ที่มีความทันสมัยได้อย่างก้าวกระโดดผ่านทางช่องทางต่าง ๆ เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) โทรศัพท์มือถือ (Cellular telephone) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Internet) เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)  เป็นต้น

“เมื่อสื่อเปลี่ยน ช่องทางการสื่อสารก็เปลี่ยนตาม”

ปัจจุบันรูปแบบและช่องทางการสื่อสารก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่ยุคเครือข่ายสังคม (Age of Social Network) ที่เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการเชื่อมต่อถึงกันอย่างไร้พรมแดน โดยเทคโนโลยีสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมไปถึงภาคธุรกิจ การแพทย์การศึกษา ก่อให้เกิดวัฒนธรรมอย่างโลก Social Media ซึ่งกลายเป็นวิถีชีวิตยุคใหม่ที่พาให้มนุษยชาติก้าวไปสู่อนาคตทางด้านการสื่อสารอย่างรวดเร็ว (วิวัฒนาการการสื่อสาร: แดง) จนกลายมาเป็นช่องทางที่คนเรานิยมนำมาใช้เพื่อสื่อสารระหว่างกัน รวมไปถึงการการสร้างกิจกรรม แบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันละกัน จากสถิติ Thailand Digital Stat 2021 ผ่านการนำเสนอของ We Are Social พบว่า คนไทยออนไลน์วันละ 8 ชั่วโมง 44 นาที โดยใช้เวลากับ Social Media วันละ 2 ชั่วโมง 48 นาที และใช้ Social Media ในการทำงานมากถึง 47% โดยชอบเสพคอนเทนต์แบบวิดีโอออนไลน์ 99% ฟังเพลงออนไลน์ 67.5% และดู Influencer 51.4% ผ่านทาง ยูทูป (Youtube)  มากที่สุดถึง 94.2% รองลงมาคือ เฟซบุ๊ก (Facebook) 93.3% การใช้งาน Social Media จึงกลายเป็นสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า สังคมเสมือน หรือว่า Social Networking ที่ผู้คนสามารถทำความรู้จักและเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นรูปแบบของสังคมประเภทหนึ่งที่มีการเป็นรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กันจากสังคมปกติ มาสู่สังคมที่ออนไลน์อยู่บนอินเทอร์เน็ต ผ่านการใช้งาน Social Media (มัทนาวัลย์ พูลสวัสดิ์, 2533)

ที่มา : https://www.everydaymarketing.co/knowledge/thailand-digital-stat-2021-we-are-social/

“เหรียญมีสองด้านฉันใด การใช้ Social Media ก็มีสองด้านฉันนั้น”

จากความนิยมและรูปแบบการใช้งาน Social Media ที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทำให้ผู้ใช้งาน Social Media เองมีการใช้งานจากสังคมเสมือนมากยิ่งขึ้น และใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมเสมือนที่หลากหลายและยาวนานมากขึ้น แม้ตัวตนของของผู้ใช้เองยังคงใช้ชีวิตปกติอยู่ในโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง เดิน แต่ยังมีการสลับปรับเปลี่ยนการเข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมเสมือนผ่าน Social Media อย่างต่อเนื่องซ้ำซ้อนกันในทุกวันภายใต้เวลาของโลกทั้งสองที่เดินไปพร้อมๆ กัน ทำให้ทั้งโลกจริงและสังคมเสมือนก็ไม่ได้ได้แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี จากการใช้งาน Social Media ที่มองดูแล้วก็เห็นว่ามีแต่ประโยชน์ เพราะการใช้งาน Social Media ทำให้ผู้ใช้เองสามารถทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กับการใช้ชีวิตในโลกจริง สามารถสื่อสาร และเชื่อมโยงคนที่อยู่ห่างไกลกัน สามารถแบ่งปันหรือส่งต่อข้อมูลได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมยังใช้เป็นพื้นที่ในการผ่อนคลายความตึงเครียด รวมไปถึงการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ อย่างไรก็ดี การใช้งาน Social Media ยังมีอีกด้านที่ผู้ใช้สื่อไม่ควรมองข้ามไปเช่นกัน นั้นก็คือ โรคที่มาพร้อมกับการใช้ Social Media เพราะหากเราใช้ Social Media เป็นเวลานาน ๆ อาจจะทำให้เรากลายเป็น “โรคติดสื่อสังคมออนไลน์” (Social Media Addiction) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจาการใช้สื่อเป็นระยะเวลานาน ๆ มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และความสนใจมากเกินไปกับการใช้ Social Media จนทำให้เกิดผลกระทบกับการทำงาน การเรียน การดำเนินชีวิตแบบปกติ รวมไปถึงมีการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลงไปเรื่อย ๆ จนอาจถึงขั้นไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเลย นอกจากนี้ “โรคติดสื่อสังคมออนไลน์” (Social Media Addiction) อาจจะส่งผลให้เกิดโรคอื่น ๆ จากการใช้ Social Media ตามาด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคเครียด โรคอ้วน โรคละเมอแชท (Sleep-Texting) โรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) ซึ่งเป็นโรคหวาดกลัวการไม่มีมือถือใช้ติดต่อสื่อสาร เป็นต้น

ข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ Social Media สามารถสังเกตการใช้งานของตนเองว่าเข้าข่ายการเสี่ยงต่อโรคติดสื่อสังคมออนไลน์” (Social Media Addiction) หรือไม่นั้น ทาง ร.อ.หญิง พญ.กานติ์ชนิต ผลประไพ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลพระรามเก้า นำเสนอวิธีการเช็กอาการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media Addiction โดยสามารถสังเกตตนเองว่า มีการใช้และเข้าถึง Social Media มากกว่าความจำเป็น ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ Social Media มักมีอาการกระวนกระวายใจหรือหงุดหงิด แม้จะพยายามที่จะควบคุมการเข้าถึง Social Media แล้วแต่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะคอยคิดถึงการใช้งาน Social Media เสมอ ๆ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม จนถึงขั้นต้องโกหกหรือปิดบังเพื่อที่จะได้เล่น Social Media และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดอีกด้วย ดังนั้น หากพบว่าตนเองกำลังเสี่ยง หรือเข้าข่ายความเสี่ยงในการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media Addiction เราควรที่จะลดการใช้งาน Social Media พยายามจำกัดเวลาการใช้ Social Media ให้ลดลงหรือกำหนดเวลาในการใช้งานให้ชัดเจน ออกไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง ออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ  แทนการใช้เวลาอยู่กับ Social Media หรืออาจจะลองมองหากิจกรรม/งานอดิเรกต่าง ๆ ที่ตนสนใจ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในการเข้าใช้งาน Social Media เป็นต้น

ตราบใดที่เรายังมีการใช้งาน Social Media เพื่อการสื่อสาร การแบ่งปันเรื่องราราวหรือการนำเสนอตัวตนต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ถ้าเราใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ช่องทางการสื่อสารผ่าน Social Media นี้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการช่วยให้การติดต่อสื่อสารเรื่องราวเชื่อมโยงระหว่างกันได้ง่ายและรวดเร็ว แต่หากเรายังใช้แบบขาดสติ ลุ่มหลงกับการใช้งานมากจนเกินไปก็จะก่อให้เกิดโรคและผลกระทบต่าง ๆ ต่อการใช้ชีวิตของเราได้เช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

การตลาดวันละตอน. (2564). 46 ข้อสรุปจากรายงาน Digital Stat 2021 ครึ่งหลังของปี จาก We Are Social สืบค้น 1 สิงหาคม 2564 จาก https://www.everydaymarketing.co/trend-insight/digital-stat-2021-thailand-we-are-social-q3-q4/

การตลาดวันละตอน. (2564). รายงานสถิติ Thailand Digital Stat 2021 จาก We Are Social. สืบค้น 1 สิงหาคม 2564 จาก https://www.everydaymarketing.co/knowledge/thailand-digital-stat-2021-we-are-social/

ไทยรัฐ. (2564). 6 สัญญาณ ที่บอกว่าลูกกำลังเสพติดสื่อออนไลน์ สืบค้น 1 สิงหาคม 2564 จาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30815

เนื้อหาการเรียนรู้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี. (2557). หน่วยที่1การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์.‎ สืบค้น 1 สิงหาคม 2564 จาก https://sites.google.com/site/datacommunandcomnetwork/page1/page2?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

มัทนาวัลย์ พูลสวัสดิ์. (2553). Social Networking สังคมเสมือนจริง. สืบค้น 30 กันยายน 2564 จาก https://jajalove.wordpress.com/2010/02/20/assignment2-social-networking-
%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87/

ร.อ.หญิง พญ.กานติ์ชนิต ผลประไพ. (2563). รู้จัก “Social addiction” โรคจดจ่อมือถือติดโซเชียลฯ. สืบค้น 30 กันยายน 2564 จาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30205

วิวัฒนาการการสื่อสาร:แดง. (2564). วิวัฒนาการการสื่อสารของแต่ละยุคแบบเข้าใจง่าย The Evolution of Communication. สืบค้น 30 กันยายน 2564 จาก https://www.thinknet.co.th/what-we-do/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-the-evolution-of-communication

Author


อาจารย์จิราภรณ์ ศรีนาค
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สังคมศาสตร์

การรู้เท่าทันสื่อ : ความสำคัญ นโยบาย และปัจจัยเสริม

Highlights

  • ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเป็นปัจจัยหลักในการในโลกการสื่อสารออนไลน์
  • นโยบายของรัฐต่อการรู้เท่าทันสื่อผ่านกฎหมายกับข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรืออิเล็กทรอนิกส์
  • ปัจจัยเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วยการรู้เท่าทันสารสนเทศ

          ปัจจุบันนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าโลกออนไลน์นั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งการกระจายและส่งผ่านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง (Disruptive Change) เป็นอย่างดี ทว่าภายใต้การกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็วนั้นนำมาซึ่งความท้าทายแก่ผู้บริโภคข่าวสารที่บางครั้งยากแก่การจำแนกว่า ข้อมูลใดจริง ข้อมูลใดเท็จ ประกอบกับการแสดงออกทางความคิดเห็นต่อประเด็นต่าง ๆ ของผู้คนในโลกออนไลน์ที่มีแนวทางแตกต่างกันออกไป บ้างแสดงความคิดเห็นที่เปี่ยมไปด้วยเหตุและผล บ้างแสดงออกบนหลักการทางวิชาการ แต่ยังมีผู้คนบางส่วนที่แสดงความคิดเห็นด้วยอารมณ์โดยปราศจากหลักการใด ๆ รองรับ อันส่งผลให้เกิดความเสียหาย ความเดือดร้อน และความเข้าใจผิดต่อสังคมในวงกว้างได้

             เพื่อเสริมสร้างการรับข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าทัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคข่าวสารจะต้องมีความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อันเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งในยุคดิจิทัล ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 (Bordac, 2014) การรู้เท่าทันสื่อ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกสื่อที่มีมากมายหลายชนิดพร้อมทั้งเข้าใจได้ว่าสารที่ถูกส่งผ่านสื่อต่าง ๆ นั้นต้องการให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเข้าใจเรื่องราว เหตุการณ์ รวมถึงเจตนาของผู้ส่งสารด้วย (Bulger & Davison, 2018; Jones-Jang, Mortensen, & Liu, 2019) นอกจากนี้ ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดย Common Sense Media (2021) อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสามารถดังกล่าวจะทำให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด จำแนกมุมมองและวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร สร้างหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบ และเข้าใจบทบาทของสื่อในสังคมได้เป็นอย่างดี

             หากปราศจากความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ อาจนำมาซึ่งผลกระทบทางลบต่อสังคมทั้งระดับส่วนตัวตลอดจนส่วนรวมได้ โดยเฉพาะในลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ อาจหมายรวมถึงข้อมูลที่ส่งผ่านกันทางแอพพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter และ Reddit ซึ่งการศึกษาของ Pulido, Ruiz-Eugenio, Redondo-Sama, และ Villarejo-Carballido (2020) กับกลุ่มตัวอย่างทั่วโลกที่เลือกมาจากเว็บไซต์ Statista ในปี 2019 เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมานั้น พบว่า มีการนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์หรืออิเล็กทรอนิกส์ในสัดส่วน ร้อยละ 19 บน Twitter ร้อยละ 4 บน Facebook และร้อยละ 7 บน Reddit โดยประเด็นที่มีการส่งต่อข้อมูล ได้แก่ เรื่องการสาธารณสุขและวัคซีนโควิด จากผลการศึกษาดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีสำคัญนั้น อาจส่งผลกระทบทางลบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้เป็นวงกว้าง เช่นกรณีตัวอย่างเรื่องการสาธารณสุขและวัคซีนโควิดจากการศึกษาที่ได้นำเสนอไว้นั้น อาจส่งผลถึงความมั่นคงปลอดภัยของปัจเจกบุคคล สังคม และประเทศได้

         ประเทศไทยจึงมีนโยบายต่อต้านการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและความมั่นคงอันเกิดจากการนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (ราชกิจจานุเบกษา, 2550) และมีการปรับปรุงเพื่อให้ครอบคลุมในการป้องกันความเดือดร้อนและความรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลข่าวสารโดยออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา, 2560) โดยเฉพาะมาตราที่ 4 วรรค 2 ระบุให้เพิ่มเติมข้อความดังต่อไปนี้

       “ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”

               ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อจึงมีความสำคัญยิ่งทั้งสำหรับผู้นำเข้า ผู้ส่งต่อ และผู้รับข้อมูลข่าวสาร เพราะจะทำให้สามารถจำแนกประเภทของข้อมูลในเบื้องต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งจะทำให้ลดและจำกัดผลกระทบทางลบลงไปได้ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (2560) แนะนำปัจจัยเสริมที่สำคัญต่อการรู้เท่าทันสื่อไว้ 5 ประการ ได้แก่ การเปิดรับสื่อต่าง ๆ การวิเคราะห์สื่อ การเข้าใจสื่อ การประเมินค่า และการใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ หากผู้คนมีการฝึกฝนทักษะตามองค์ประกอบทั้งห้าที่ได้กล่าวมาแล้วจะทำให้ความสามารถในการเท่าทันสื่อของแต่ละคนนั้นสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบผลการศึกษาของ Jones-Jang, Mortensen และ Liu (2019) ที่อธิบายเพิ่มเติมว่านอกจากจะรู้เท่าทันสื่อแล้วผู้คนในสังคมยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถที่จะรู้เท่าทันสารสนเทศ (Information Literacy) โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาแหล่งที่มาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารอันจะส่งผลต่อความสามารถในการจำแนกข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลอันเป็นเท็จได้เป็นอย่างดี ดังนั้นความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อและความสามารถในการรู้เท่าทันสารสนเทศจึงเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะทำให้การนำเข้า การส่งต่อ การรับรู้ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรืออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากผลกระทบทางลบต่อทั้งปัจเจกบุคคล ประเทศ และสังคมโลก

เอกสารอ้างอิง

C. M. Pulido, L. Ruiz-Eugenio, G. Redondo-Sama, และ B. Villarejo-Carballido. (2020). A new application of social impact in social media for overcoming fake news in health. International Journal of Environmental Research and Public Health, 17(7), 1-15. doi:https://doi.org/10.3390/ijerph17072430

Common Sense Media. (31 May 2021). What is media literacy, and why is it important? เข้าถึงได้จาก Common Sense Media: https://www.commonsensemedia.org/news-and-media-literacy/what-is-media-literacy-and-why-is-it-important

M. Bulger, และ P. Davison. (2018). The promises, challenges and futures of media literacy. Journal of Media Literacy Education, 10(1), 1-21.

S. E. Bordac. (2014). Introduction to media literacy history. Journal of Media Literacy Education, 6(2), 1-2.

S. M. Jones-Jang, T. Mortensen, และ J. Liu. (2019). Does media literacy help identification of fake news? Information literacy helps, but other literacies don’t. American Behavioral Scientist, 1-18. doi:https://doi.org/10.1177/0002764219869406

ราชกิจจานุเบกษา. (18 มิถุนายน 2550). พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. เข้าถึงได้จาก ราชกิจจานุเบกษา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/027/4.PDF

ราชกิจจานุเบกษา. (24 มกราคม 2560). พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560. เข้าถึงได้จาก ราชกิจจานุเบกษา: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/010/24.PDF

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (15 พฤศจิกายน 2560). 5 องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อ. เข้าถึงได้จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ: https://www.thaihealth.or.th/Content/39558-5%20%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD.html

Author

อาจารย์ ดร.พิชญ์ จิตต์ภักดี
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สังคมศาสตร์

การประดิษฐ์ตัวตนบนโลกออนไลน์

                การมีตัวตนหรือการได้รับการยอมรับจากสังคม เป็นหนึ่งในลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ตามหลักทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Need) ซึ่ง Abraham Maslow ผู้คิดค้นทฤษฎีดังกล่าว ได้เสนอว่ามนุษย์มีความต้องการ 5 ลำดับขั้น เมื่อได้รับการสนองความต้องการจนถึงระดับหนึ่งแล้ว มนุษย์จึงจะเกิดความต้องการในขั้นต่อไป โดยลำดับขั้นที่ 4 คือ ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) หมายถึง ความต้องการที่จะมองตนเองว่ามีคุณค่าสูง เป็นบุคคลที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น หรือมีความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือและสถานะจากสังคม (เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ,2561). ดังนั้นการได้รับการยอมรับหรือการมีตัวตน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ นำมาซึ่งการสร้างหรือประดิษฐ์ตัวตน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการสร้างตัวตนหรือการสร้างอัตลักษณ์บุคคล คือการนิยามว่า “ฉันคือใคร” ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิสังสรรค์ระหว่างตัวเรากับคนอื่น โดยผ่านการมองตนเองและการที่คนอื่นมองเรา (พิศิษฎ์ คุณวโรตม์,2546:306-307).
   การสร้างอัตลักษณ์ในเรื่องใดก็ตามเป็นการยกระดับของปรากฏการณ์ขึ้นมาเป็นมโนทัศน์ (conceptualization) และเป็นการสร้างภาพแทนความจริง (representation) เพื่อเป็นคำอธิบายว่าเราคือใครและควรจะสัมพันธ์กันอย่างไร มโนทัศน์ซึ่งเป็นภาพแทนความจริงนี้จะถูกใช้เป็นกรอบในการกำหนดสถานภาพ หน้าที่ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และมีผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนในสังคม โดยที่อัตลักษณ์นี้มิได้หยุดนิ่ง แต่มีพลวัตหรือเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคม (สายชล สัตยานุรักษ์,2545:2). คน ๆ หนึ่งสามารถมีได้หลายอัตลักษณ์ สามารถสลับไปมา เลื่อนไหลไปกับบริบทที่ต้องเผชิญ ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์บางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ นั้น Judidth S. Donath จาก MIT Media Lab ได้แสดงทัศนะเอาไว้ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เรามีนิยามของตัวตนที่ชัดเจน บรรทัดฐานคือ หนึ่งร่าง หนึ่งอัตลักษณ์ (One body,one identity) แต่ในโลกเสมือนนั้นแตกต่าง เพราะบุคคลหนึ่งสามารถแตกร่างออกเป็นหลายๆร่าง (One body, many identities) แล้วแต่ความสามารถว่าบุคคลนั้นจะมีเวลาและพลังงานในการสร้างขึ้นแค่ไหน (ธิดารัตน์ ไร่วิบูลย์,2552:16).
            โลกออนไลน์ ถือเป็นพื้นที่ที่คนในปัจจุบันสามารถใช้ในการสร้างตัวตนได้โดยง่าย ซึ่งวิธีการสร้างตัวตนนั้น นอกจากจะใช้การสร้างอัตลักษณ์แล้ว มักใช้กระบวนการบริหารความประทับใจควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดของ Erving Goffman โดยอธิบายเอาไว้ว่า การนำเสนอตัวตนของคนเรานั้นมักผ่านกระบวนการ impression management (กระบวนการบริหารความประทับใจ) กล่าวคือ บุคคลจะเลือกนำเสนอเฉพาะตัวตนที่เขาต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ จดจำ และมักตรงกับความคาดหวังของสังคมที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาหรือตัวตนที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรับรู้ย่อมไม่ถูกเปิดเผย (พรรณวดี ประยงค์,2559:8) ซึ่งการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์นั้น มักใช้การบรรยาย โพสต์รูป คลิปวิดิโอ และการแชร์ประเด็นต่าง ๆ ในสิ่งที่ตนเองต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเราเป็นอย่างไรซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังตัวอย่างของแม่ค้าขายของออนไลน์คนหนึ่งซึ่งมักจะโพสต์ภาพของเธอใน Facebook ขณะไปบริจาคทุน สิ่งของแก่ชุมชนที่ห่างไกลหรือผู้ยากไร้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการโพสต์ภาพกิจกรรมดังกล่าวบ่อย ๆ ทำให้คนที่ติดตามเธอ จดจำเธอในภาพของผู้ใจบุญ พร้อมให้การยกย่อง สรรเสริญ และมีผู้ติดตามเธอมากขึ้น นอกจากจะได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะผู้ใจบุญแล้ว ธุรกิจสินค้าออนไลน์ก็ได้ประโยชน์ตามไปด้วย เพราะเมื่อมีคนมาติดตามเธอมากขึ้น โอกาสในการขายสินค้าก็มีมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน หรือตัวอย่างของหมอดูที่มีเทคนิคการดูดวงด้วยศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป หมอดูในเมืองไทยนิยมสร้างอัตลักษณ์ของตนในโลกออนไลน์ ด้วยการโพสต์คำคมเกี่ยวกับธรรมะ หรือโพสต์ภาพของตนเองขณะปฏิบัติธรรม รวมทั้งการทำบุญตามงานต่าง ๆ ให้คนยอมรับและจดจำภาพของเขาในฐานะผู้ทรงศีล ผลลัพธ์ที่ได้จากการโพสต์ดังกล่าว คือคนในสังคมให้ความศรัทธาและมีจำนวนคนติดตามที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มของผู้คนอยากเข้าไปดูดวงมากขึ้น ซึ่งสร้างรายได้ให้กับหมอดูเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันหมอดูหลาย ๆ สำนักก็มักจะนิยมสร้างเครื่องรางของขลังเพื่อให้บรรดาลูกศิษย์และแฟนคลับได้เช่าบูชา เป็นต้น
           จากปรากฏการณ์และตัวอย่างในข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่าการสร้างอัตลักษณ์หรือการประดิษฐ์ตัวตนบนโลกออนไลน์ นอกจากความต้องการการยอมรับแล้วยังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งที่เราจำเป็นต้องเข้าใจและรู้เท่าทันก็คือ ภาพที่ปรากฏนั้นมันอาจเป็นภาพแทนความจริงหรืออาจจะเป็นความจริง แต่เป็นความจริงแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะการสร้างตัวตน “มันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างต้องการให้สังคมรับรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร” โดยผ่านกระบวนการเลือกและคัดสรรมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อเรารู้เท่าทันกระบวนการดังกล่าว ย่อมทำให้เรามองคน ๆ หนึ่งอย่างรอบด้านและเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ด่วนสรุปไปกับสิ่งที่เขาเลือกให้เราเห็นในโลกออนไลน์

เอกสารอ้างอิง

เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ. (2561).   BA Theory แนวคิดและทฤษฎี Maslow ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมอสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Need).  [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา  https://www.iok2u.com/index.php/article/11-marketing/263-maslow-s-hierarchy-of-need-maslow (1  กรกฎาคม 2564).

ธิดารัตน์ ไร่วิบูลย์. (2552). การสร้างอัตลักษณ์และกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ผ่าน www.bloggang.com.  วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. 

พรรณวดี  ประยงค์. (2559). เรื่องของ “ตัวตน” บนโลกของเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก:ขอบเขตของ “ตัวตนที่ปรารถนา” และ “ตัวตนที่เป็นจริง” ใน วารสารศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (2016): มกราคม – เมษายน หน้า 7 – 32.

พิศิษฎ์ คุณวโรตม์. (2546).“อัตลักษณ์และกระบวนการต่อสู้เพื่อชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV” อัตลักษณ์  ชาติพันธุ์และความเป็นชายขอบ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร.  

สายชล สัตยานุรักษ์. (2545). “อาจารย์นิธิกับการเปลี่ยนอัตลักษณ์จีนในเมืองไทย” ใน ศรีบูรพา 5 (วารสาร“กองทุนศรีบูรพา” ฉบับ “วันนักเขียน-5 พฤษภาคม”) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา, หน้า 68-74.

Author

อาจารย์ ดร.กิตยุตม์  กิตติธรสกุล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สังคมศาสตร์

วิเคราะห์การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2560-2561

  • การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปีการศึกษา 2560-2561 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ แยกเป็นระดับปริญญาเอก จำนวน 9 สาขาวิชา และระดับปริญญาโท จำนวน 24 สาขาวิชา รวมสำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น จำนวน 33 สาขาวิชา

  • นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษามากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จำนวน 6 คน และสาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยว จำนวน 6 คน

  • นักศึกษาระดับปริญญาโทที่สำเร็จการศึกษามากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวน 30 คน

สภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มอบหมายให้สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ เป็นส่วนงานสนับสนุนการจัดการศึกษา งานด้านวิชาการหลักสูตร และการบริการการศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในส่วนของการตรวจสอบการสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้เสนอรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาต่อคณะกรรมการวิชาการบัณฑิตศึกษา คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการสภาวิชาการ เพื่อทราบ และเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่ออนุมัติการสำเร็จการศึกษา

การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปีการศึกษา 2560-2561 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ แยกเป็นระดับปริญญาเอก จำนวน 9 สาขาวิชา และระดับปริญญาโท จำนวน 24 สาขาวิชา รวมสำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น จำนวน 33 สาขาวิชา จากการศึกษาพบว่า การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษามากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จำนวน 6 คน และสาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยว จำนวน 6 คน รองลงมา ได้แก่ สาขาวิชาพัฒนาทรัพยากรชนบท จำนวน 3 คน และสาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวน 3 คน จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 25 คน และการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาโท ที่สำเร็จการศึกษามากที่สุด สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวน 30 คน รองลงมา ได้แก่ สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน จำนวน 27 คน จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 172 คน

ฝ่ายทะเบียนและบริการการศึกษา สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีหน้าที่ในการตรวจสอบการสำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา ในส่วนของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาการตรวจสอบการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2555 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2560 ระเบียบ ประกาศ แนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัย และตามข้อกำหนดของแต่ละหลักสูตร

ปีการศึกษา 2560-2561 นักศึกษาระดับปริญญาเอกสำเร็จการศึกษาตามแผนการศึกษาภายในระยะเวลา 3 ปีการศึกษา ได้แก่ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จำนวน 1 คน ใช้ระยะเวลาศึกษาภายใน 4 ปีการศึกษา ได้แก่ สาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยว จำนวน 2 คน สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิชาสหวิทยา-การเกษตร และสาขาวิชาเคมีประยุกต์ จำนวนสาขาวิชาละ 1 คน และใช้ระยะเวลาศึกษามากกว่า 4 ปีการศึกษามากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ และสาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยว จำนวนสาขาวิชาละ 4 คนรองลงมา ได้แก่ สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรชนบท และสาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวนสาขาวิชาละ 3 คน จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหมด 25 คน

ปีการศึกษา 2560-2561 นักศึกษาระดับปริญญาโทสำเร็จการศึกษาตามแผนการศึกษาภายในระยะเวลา 2 ปีการศึกษา มากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชานโยบายและการบริหารสาธารณะ และสาขาวิชา วิศวกรรมพลังงานทดแทน จำนวนสาขาวิชาละ 5 คน รองลงมาได้แก่ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ และสาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร จำนวนสาขาวิชาละ 1 คน ใช้ระยะเวลาศึกษาภายใน 3 ปีการศึกษา มากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวน 21 คน รองลงมาได้แก่ สาขาวิชาวิศวกรรมพลังงานทดแทน จำนวน 11 คน และใช้ระยะเวลาศึกษามากกว่า 3 ปีการศึกษา มากที่สุด ได้แก่ สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน จำนวน 25 คน รองลงมา ได้แก่ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จำนวน 9 คน จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหมด 172 คน

การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิเคราะห์ ได้แก่ จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2560-2561 จำนวน 197 คน แบ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก จำนวน 25 คน และระดับปริญญาโท จำนวน 172 คน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาศึกษามากกว่า 4 ปีการศึกษา รองลงมา ใช้ระยะเวลาศึกษาภายใน 4 ปีการศึกษา และนักศึกษาระดับปริญญาโท ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาศึกษามากกว่า 3 ปีการศึกษา รองลงมาใช้ระยะเวลาศึกษาภายใน 3 ปีการศึกษา

การสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2555 แยกเป็นระดับปริญญาเอก จำนวน 25 คน ระดับปริญญาโท จำนวน 167 คน และเป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2560 เป็นระดับ ปริญญาโท จำนวน 5 คน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มุ่งผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้เน้นหนักทางการเกษตร แต่อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังคงรักษามาตรฐานการศึกษา ตามระเบียบของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งจะเห็นได้จากการปรับปรุงข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2562 เพื่อรองรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

เอกสารอ้างอิง

  • มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บัณฑิตวิทยาลัย. 2558. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2555 และประกาศที่เกี่ยวข้อง. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
  • มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บัณฑิตวิทยาลัย. 2560. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2560 และประกาศที่เกี่ยวข้อง. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.

Featured Image by PR MJU

Author

นางสาวทวี สุวรรณ
ฝ่ายทะเบียนและบริการการศึกษา สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สังคมศาสตร์

การบริหารกับสื่อบันเทิงเรื่อง Hot Stove League

  • สื่อบันเทิงเกาหลีได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารเพื่อส่งผ่านถ่ายทอดความคิดหรือทิศทางของประเทศเกาหลีไปยังประชาชน

  • Hot Stove League ที่ออกอากาศในปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019) เป็นเรื่องราวของทีมเบสบอลอาชีพ “Dreams” ซึ่งมีผลการแข่งขันเป็นอันดับสุดท้าย และมีสถิติการเล่นทั้งในภาพรวมและผู้เล่นอันไม่พึ่งประสงค์ ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาทั้งภายนอก-ภายใน อันส่งผลให้เกิดความแตกแยกในทีมอย่างถึงที่สุด

เมื่อลองพิจารณาแนวทางการบริหารของประเทศเกาหลีในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าสื่อบันเทิงได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารเพื่อส่งผ่านถ่ายทอดความคิดหรือทิศทางของประเทศไปยังประชาชน หรือกล่าวคือสื่อบันเทิงนั้นเป็นเครื่องมือในการชี้นำสังคม โดยมุ่งให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด พฤติกรรม และทิศนคติต่างๆอย่างแยบยล (Moyer-Gusé, 2008) โดยเฉพาะในส่วนของละครหรือที่บ้านเราเรียกว่า K-Series และหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกใช้เป็นบริบทในการเดินเรื่องได้แก่ วงการกีฬาเบสบอล โดยละครที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ถึงการบริหาร คือเรื่อง Hot Stove League ที่ออกอากาศในปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019) เป็นเรื่องราวของทีมเบสบอลอาชีพ “Dreams” ซึ่งมีผลการแข่งขันเป็นอันดับสุดท้าย และมีสถิติการเล่นทั้งในภาพรวมและผู้เล่นอันไม่พึ่งประสงค์ ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาทั้งภายนอก-ภายใน อันส่งผลให้เกิดความแตกแยกในทีมอย่างถึงที่สุด
เมื่อเริ่มเรื่อง ตัวเอกของเรื่อง แพ็ค ซึง ซู (Baek Seung-Soo) ได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป ของทีม Dreams โดยตัวเอกมีประวัติการทำงานที่พาทีมกีฬาชนิดต่างๆคว้าแชมป์จากการแข่งขันในทุกที่ที่เขาไปทำงาน แต่หลังจากนั้น ทุกทีมที่เขาเคยพาคว้าแชมป์ กลับถูกยุบไปทั้งสิ้น และเรื่องราวทั้งหมดก็ดำเนินไปเรื่อยๆโดยผู้แต่งเรื่องและเขียนบทได้นำเสนอเรื่องราวผ่านปัจจัยทางการบริหาร 7S ของ McKinsey (Waterman, 1982; Channon & Caldart, 2015) อันประกอบไปด้วย การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และคุณค่าร่วมกัน (Shared Values) การกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategy) การจัดโครงสร้างองค์การ (Structure) การวางระบบการทำงาน (System) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Staff) ทักษะทางการบริหาร (Skills) รูปแบบและวิธีการทำงาน (Style) ซึ่งสามารถใช้อธิบายการดำเนินเรื่องราวได้

เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และคุณค่าร่วมในการทำทีม (Shared Values):
การดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของทีมนั้น แรกเริ่มมา ประธานและเจ้าของทีมเบสบอลได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ท้ายสุดแล้วจะทำการยุบทีมทิ้ง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการให้คุณแพ็คทำงานตามที่เคยทำ คือคว้าแชมป์ก่อนยุบทีม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการทีมเบสบอลในเรื่องนี้

การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ (Strategy):
เมื่อทราบเป้าหมายแล้ว ด้วยความเป็นคนนอกที่เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของทีม คุณแพ็คต้องเริ่มศึกษาข้อมูลภายใน เพราะในฐานะคนนอกที่เข้ามาบริหาร หากต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดแล้วย่อมต้องประสบกับคลื่นลมทางการบริหารและข้อจำกัดของทีม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีอย่างจำกัด นอกจากนี้ แม้จะยังไม่ทันได้เริ่มบริหารดี ผู้เล่นคนสำคัญของทีมบางคนก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้มีอิทธิพลภายในทีม และต้องการให้ผู้จัดการทั่วไปคล้อยตามตนด้วย การกำหนดกลยุทธ์ทางการบริหารจึงซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก จึงเท่ากับว่ากลยุทธ์ในการบริหารแรกเริ่ม แทบจะเรียกได้ว่าต้องรื้อทีมเบสบอลนี้เสียทั้งหมด

โครงสร้างของทีม (Structure):
การดำเนินการของทีมที่ผ่านๆมา ในส่วนของสำนักงาน (back office) ดำเนินการบนฐานของความเคยชิน อารมณ์ และความรู้สึก ซึ่งจัดได้ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการทีมเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ส่วนพวกนักกีฬาของทีมนั้น ก็เล่นกันบนฐานของการพึ่งพาผู้เล่นคนสำคัญ (star players) ขาดการฝึกซ้อมที่ดี อันสะท้อนให้เห็นถึงความไร้เอกภาพและทิศทางในการเตรียมการ รวมถึงขาดการเชื่อมโยงของเป้าหมายจากฝ่ายบริหาร จนส่งผลให้ทีมมีผลงานที่เลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง

ระบบการทำงานของทีม (System):
สิ่งสำคัญในฐานะฝ่ายบริหารของทีม จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสถานการณ์และยอมรับสภาพปัญหาที่แท้จริงของทีม เพื่อให้การกำหนดประเด็นในการแก้ไขปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับระบบของทีมเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าได้…อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการกีฬาในปัจจุบันนี้มีแนวทางการจัดการที่ละเอียดอ่อนและมีประเด็นให้ขบคิดยิ่งกว่าในอดีต ไม่เพียงแต่เรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่เรื่องของการตัดสินใจบนฐานข้อมูล บทวิเคราะห์ทางสถิติ รวมถึงข้อมูลรอบด้านอื่นๆ ล้วนต่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ทีมกีฬาประสบความสำเร็จ ในขณะที่คุณแพ็คต้องเผชิญคลื่นลมทางการบริหาร กลับกลายเป็นว่า เขาผ่านไปได้ทุกครั้งเพราะเริ่มมีการวางระบบฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ทั้งทีม เจ้าหน้าที่ของทีม และนักกีฬา โดยใช้เป็นฐานสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินการทุกอย่าง จนทุกคนเริ่มเห็นว่า เหตุผลทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเดียวไม่อาจพาทีมประสบความสำเร็จได้ จากการวางระบบดังกล่าวส่วนแรกที่คุณแพ็คได้เริ่มดำเนินการ คือการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในส่วนของผู้เล่น

การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Staff):
จากข้อมูลโครงสร้างของทีม รวมถึงผู้เล่นแต่ละคน โดยเฉพาะผู้เล่นคนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทีมจนสูงเกินไป คุณแพ็คจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้ เมื่อตัวผู้เล่นไม่คิดจะโอนอ่อนผ่อนตาม จึงจำเป็นที่จะต้องขายหรือแลกตัวผู้เล่นคนนี้ให้กับทีมอื่น แต่เรื่องราวไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะด้วยความเป็นผู้เล่นคนสำคัญ นั่นเท่ากับว่า ชื่อเสียงและการยอมรับของเขามีผลต่อเพื่อนร่วมทีมและแฟนคลับ ซึ่งวิธีเดียวที่จะผลักดันต่อไปได้ คือ การหาผู้เล่นที่มีความเป็น super star ที่สูงกว่าเข้ามาทดแทน แต่ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ คุณแพ็คจึงต้องใช่กลยุทธ์และลีลาในการผลักดันให้การนำผู้เล่นคนใหม่เข้ามาทดแทนนั้นประสบความสำเร็จ…นอกจากนี้ ยังมีกรณีผู้เล่นคนอื่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ของทีมอีกหลายคนที่ต้องมีการบริหารจัดการ รวมถึงการเฟ้นหานักกีฬาดาวรุ่ง การบริหารสัญญาจ้าง ค่าตอบแทน และการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในสัญญา จึงแสดงให้เห็นว่า ทักษะการบริหารนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความสำเร็จของทีม

ทักษะทางการบริหาร (Skills):
หากไม่นับทักษะทางการกีฬาของผู้เล่นไม่ว่าจะเป็น พิทเชอร์ แคชเชอร์ บรรดาเหล่าอินฟิลด์ และเอาท์ฟิลด์แล้ว ทักษะทางการบริหารของผู้จัดการทั่วไปนับได้ว่า เป็นหัวใจหลักของทีม ถึงแม้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการฝึกซ้อมและวางแผนการเล่น แต่ในภาพรวมของทีมการตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว และกล้าได้กล้าเสีย นั้นส่งผลอย่างมหาศาลต่อการขับเคลื่อนทีมเบสบอลไปข้างหน้า ยิ่งตัวผู้จัดการทั่วไปพร้อมปะทะและปกป้องสมาชิกในทีมของตนเองแล้ว คนทำงานทุกคนย่อมที่จะอยากทำงานทุ่มเทกายและใจอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้ทีมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ คือ การคว้าชัยชนะเมื่อฤดูกาลแข่งขันที่จะมาถึงสิ้นสุดลง (สมาชิกในทีมไม่ทราบว่า ทีมมีสองเป้าหมายคือ คว้าแชมป์ และ ยุบทีม)

รูปแบบและวิธีการทำงาน (Style):
คุณแพ็คผู้เป็นผู้จัดการทั่วไปของทีมนั้น มีรูปแบบการทำงานเฉพาะตัว ที่เป็นคนยึดเป้าหมายเป็นหลัก และมีวิธีการทำงานที่ตรงไปตรงมา ประกอบกับความเป็นคนนอกที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เขาจึงเลือกวิธีการบริหารโดยทำตนเป็นแบบอย่าง (leading by example) ซึ่งค่อยๆทำให้สมาชิกของทีมเกิดการยอมรับ ปฏิบัติตาม และเกิดความศรัทธาในตัวผู้นำ…เมื่อมีความศรัทธา ทีมจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเมื่อทีมมีความชัดเจน และพร้อมไปสู่เป้าหมาย การยอมรับฝีมือซึ่งกันและกันก็จะตามมา ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ทีมในภาพรวมทั้งหมดด้วย

ส่วนประเด็นอื่นๆ ในเรื่องที่ยังคงมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการเจ้าของและประธานทีมกีฬา การสร้างความจงรักภักดีต่อทีม ความเป็นมืออาชีพ ความมีน้ำใจนักกีฬา การรักษาอาการทางจิตของผู้เล่น ปัญหาการใช้สารกระตุ้น บทบาทของครอบครัวในการสนับสนุนการทำงาน รูปแบบการบริหารแบบตะวันออกในอดีตที่เอื้ออาทรต่อกัน และจริยธรรมในการบริหาร ล้วนถูกให้ความสำคัญและกล่าวถึงอย่างสมดุลและลงตัว กล่าวคือ Hot Stove League ได้นำเสนอหลักการ รวมถึงตัวอย่างวิธีการบริหารองค์การที่เป็นรูปธรรม และจากที่ได้นำเสนอเรื่องราวของละครเรื่องนี้ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกาหลี เป็นประเทศที่มีวิธีการถ่ายทอดแนวคิดทางการบริหาร คุณธรรม จริยธรรม ตามแนวคิดปัจจัยการบริหาร 7S (Ravanfar, 2015; Gökdeniz, Kartal, & Kömürcü, 2017) รวมถึงวิธีการในการปรับเปลี่ยน-ชี้นำสังคมและประชาชนในประเทศผ่านสื่อบันเทิงได้อย่างแยบยล

เอกสารอ้างอิง

  • D. F. Channon, และ A. A. Caldart. (22 January 2015). McKinsey 7S Model. เข้าถึงได้จาก Wiley Encyclopedia of Management Online: https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/9781118785317.weom120005
  • E. Moyer-Gusé. (2008). Toward a theory of entertainment persuasion: explaining the persuasive effects of entertainment-education messages. Communication Theory, 18(3), 407-425.
  • D. F. Channon, และ A. A. Caldart. (22 January 2015). McKinsey 7S Model. เข้าถึงได้จาก Wiley Encyclopedia of Management Online: https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/9781118785317.weom120005
  • E. Moyer-Gusé. (2008). Toward a theory of entertainment persuasion: explaining the persuasive effects of entertainment-education messages. Communication Theory, 18(3), 407-425.
  • I. Gökdeniz, C. Kartal, และ K. Kömürcü. (2017). Strategic assessment based on 7S McKinsey model. International Journal of Academic Research in Business and Social Sciences, 7(6), 342-353.
  • KoreanDrama.org. (25 November 2019). Stove League. เข้าถึงได้จาก KoreanDrama.org: http://www.koreandrama.org/stove-league/
  • M. M. Ravanfar. (2015). Analyzing organizational structure based on 7s model of McKinsey. Global Journal of Management and Business Research: A Administration and Management, 15(10), 1-7.
  • R. H. Waterman. (1982). The seven elements of strategic fit. The Journal of Business Strategy, 2(3), 68-72.

Featured Image by KoreanDrama.org (2019)

Author

พิชญ์ จิตต์ภักดี
อาจารย์
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้